จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย
ตอนที่ ๑๑ สาส์นจากอธิการบดี ทำด้วยใจ ทำด้วย
ปัญญา และทำด้วยธรรม
บ้านเกิดของพระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)
อยู่ที่ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี หน้าบ้านหลังคามุงใบจากหลังนั้น มีท่าน้ำ นั่นคือ แม่น้ำเจ้าพระยา วิถีชีวตในวัยเด็ก จึงได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติสอนให้คนเป็นคนแกร่งกล้าเสมอ จำนวนประชากรในสมัยนั้นยังไม่มากเท่าไหร่ แต่ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๕) มีจำนวนประชากร ในตำบลน้ำตาล ๙๑๙ หลังคาเรือน นับเป็นจำนวนที่มากพอสมควร
เมืองอินทร์บุรี แต่เดิม เป็นเมืองเก่า ที่ไม่ขึ้นกับสิงห์บุรี เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน จากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่าเคยมีชุมชนอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยทวาราวดี เมื่อราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ มีการพบวัตถุโบราณหลายชนิดที่แหล่งโบราณคดีบ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองอินทร์บุรี ยังเป็นเมืองหน้าด่าน ที่ใช้สกัดกั้นทัพของข้าศึก คนเมืองอินทร์บุรีจึงเป็นนักรบในสายเลือด รบกับผู้รุกราน รบกับ กิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ
พระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์) อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พระผู้มาจากเมืองอินทร์ มาพลิกฟื้นผืนดินที่ธรณีสงฆ์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม ณ ท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ด้วยความมุ่งมั่นของความเป็น ศิษย์เก่า มมร รุ่นที่ ๒๖ คนหนึ่ง เป็นการตอบแทนพระคุณของสถาบัน นำกองทัพธรรม ในโครงการย้าย มมร จากวัดบวรนิเวศ มายัง ศาลายา เพื่อความเจริญเติบโต และรองรับอนาคตที่ มมรจะต้องก้าวไกลไปกว่าเดิมอย่างแน่นอน
สาส์นจากอธิการบดี ลำดับที่ ๔ แห่ง มมร
" ศาลายา" เป็นคำที่ทำให้ชาว มมร และผู้ที่ให้การสนับสนุน มมร ทุกท่าน ได้รู้จักเป็นอย่างดี เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เวลา ๑๔.๓๐ น. ด้วยระยะทาง ๒๖ กิโลเมตร ห่างจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร เลขที่ ๒๔๘ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
ใช้เวลานั่งรถ ๒๐ นาที บนถนนบรมราชชนนี ถึงพุทธมณฑล เลี้ยวเข้าถนนศาลายา - นครชัยศรี เข้าสู่บ้านเลขที่ ๒๔๘ (จะสังเกตเห็นว่า ได้บ้านเลขที่เดียวกับ มมร เดิม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นความบังเอิญที่มิมีผู้ใดบังคับให้ได้เลขที่นี้แต่อย่างใด) หมู่ที่ ๑ บ้านวัดสุวรรณ ถนนศาลายา - นครชัยศรี ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
๗๓๑๗๐
วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เวลา ๑๔.๓๐ น. เป็นวันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานอำนวยการโครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ฝ่ายคฤหัสถ์ ได้เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ "โครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย" ณ บริเวณหน้าธรรมสถานสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) และโครงการนี้
เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทรงเป็นประธานอำนวยการโครงการฯ ฝ่ายบรรพชิต พระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก) เป็นผู้คิดวางผังแม่บทโครงการนี้ เป็นเบื้องแรก นับเป็นความปีติใจของตนอย่างยิ่ง
จากวันนั้น ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้สถานที่ตั้งส่วนกลางแห่งใหม่ สร้างแล้วเสร็จประมาณ ร้อยละ ๘๐ สามารถใช้ประกอบพิธีประทานปริญญาบัตรได้แล้ว หลายครั้ง ทำการเรียนการสอนได้ทั้ง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
อาคารสถานที่จากโครงสร้างผังแม่บทในแผนงาน ๒๕ อาคาร ได้สร้างแล้วเสร็จ ๑๓ อาคาร ใกล้แล้วเสร็จอีก ๔ อาคาร และเริ่มก่อสร้างอีก ๔ อาคาร อนึ่ง ขณะดำเนินการก่อสร้างอยู่ และขณะเริ่มใช้งานอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว อาคารสถานที่แห่งใหม่นี้ก็ได้มีโอกาสสนองงานสำคัญๆ เช่น
- จัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑
- งานรับเสด็จฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ถึง ๓ ครั้ง
- งานมอบทุนเล่าเรียนหลวงพระราชทานสำหรับพระสงฆ์ไทย
- งานถวาย/มอบรางวัล "พุทธคุณูปการ" ผู้ทำคุณประโยชน์ ของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฏร
- งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาทั่วประเทศ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- งานพิธีประทานปริญญาบัตร มมร
- เป็นศูนย์พักพิงบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบอุทกภัยเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๔(ผู้เขียน - ครุ ตักน้ำ เพิ่มเติม)
ความสมบูรณ์ของหน้าที่อธิการบดีที่วางแผนงานไว้อีก ๒ ปี คือ การก่อสร้างหอประชุมเฉลิมพระเกียรติสิรินธร สร้างเสร็จ ก็จะได้มีการเปิดหอประชุมโดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานอำนวยการโครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ฝ่าย คฤหัสถ์ เพื่อเสด็จฯทรงเปิดอาคาร ก็จะถือว่างานที่ภาคแรก ที่ได้รับมอบหมายถึงความสำเร็จสมบูรณ์
เนื้อที่ ที่ธรณีสงฆ์วัดมกุฏกษัตริยาราม ๑๘๐ ไร่ แม้ว่าจะน้อยสำหรับการจัดการศึกษาในอนาคต แต่ก็ได้วางแผนผังอาคารสถานที่ไว้เหมาะสมในปัจจุบันและแผนผังในอนาคตอีกไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี หากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลและประชาชนอีก ประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท
การดำเนินการก่อสร้างอาคารสถานที่ที่กำหนดไว้ตามผังแม่บทแรกนี้ บริหารงานตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีภาระงาน ๔ งาน คือ
- งานผลิตบัณฑิต
- งานวิจัย
- งานบริการวิชาการแก่ชุมชน
- และงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้จัดการศึกษาเพื่อพระภิกษุสามเณร แม่ชี และคฤหัสถ์ทั่วไป มมร มีหน่วยงานจัดการศึกษา รวม ๒๗ หน่วยงาน ทั้ง ๔ ภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วย
๑ ส่วนกลาง(สองที่ตั้ง)
๗ วิทยาเขต
๓ วิทยาลัย
๑๑ ศูนย์การศึกษา
และ ๔ ห้องเรียน
ได้รับหน้าที่เป็น อธิการบดี รูปที่ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วยหลักการ ๓ ส. คือ
สืบสาน
สร้างสรรค์
และ ส่งเสริม
ตลอดระยะเวลางาน ที่ได้สนองงานตอบแทนพระคุณสถาบันที่ได้เรียนสำเร็จเป็นศิษย์เก่า มมร รุ่นที่ ๒๖ คนหนึ่ง ด้วยความมุ่งมั่นจะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด บริหารงานตามหลักพุทธธรรมนำความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ ตามคติการทำงาน
"ทำด้วยใจ ทำด้วยปัญญา และทำด้วยธรรม"
"ทำให้ชื่อว่าทำอยู่ ทำเอาชื่อว่าทำสูญ" เป็นคติธรรมที่เกิดขึ้นจากการได้รับหน้าที่ให้ดำเนินการโครงการย้าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นี้
และวันนี้ หน้าที่นั้น ก็ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ
พระเทพปริยัติวิมล
อธิการบดี
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
๗ เมษายน ๒๕๕๔
(ครบรอบอายุวัฒนมงคล ๖๐ ปี )
สายลมปลายพรรษาพัดแผ่วมา การอยู่จำพรรษา ยังมีวาระ การทำงานของผู้คน กำหนดอายุวาระ แต่การทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา
ของ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลุกอินทร์) ผู้มาผลิกผืนดิน
ศาลายารูปนี้ ไม่มีกำหนดวาระในทางปฏิบัติ เพราะสิ่งที่ทำด้วยหัวใจ กระทำมานะบากบั่นมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งที่ยังไม่มีปัจจัยใดใดเลย ฟ้าดิน ย่อมเป็นพยาน
คำกล่าว ในสาส์น เมื่อ วันคล้ายวันเกิด ๗ เมษายน ๒๕๕๔ ที่พระเดชพระคุณ อธิการบดี บอกว่า
"ทำให้ชื่อว่าทำอยู่ ทำเอาชื่อว่าทำสูญ... เป็นคติเกิดขึ้นจากการได้รับหน้าที่ให้ดำเนินการโครงการย้ายฯ นี้ และวันนี้ หน้าที่นั้น ก็ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ"
มวลหมู่ศิษย์ ก็อยากจะบอกเหลือเกินว่า ใช่...หน้าที่นั้นได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ แต่วันนี้ มมร ตอบแทนคุณของท่าน ด้วยการให้ท่าน เป็นจำเลยสังคม การต่อสู้ เพื่อรักษาความซื่อสัตย์สุจริตของท่านถูกกล่าวหา แม้งานสถาปนา มมร ๑๑๙ ปี ที่ท่านสร้าง มมร ศาลายา มากับมือ ก็ยังไม่มีโอกาสได้รับเชิญให้กลับไป นี่คือความใจร้าย และ อยุติธรรม ของจริง การเปิดใจชี้แจงกันไม่เพียงพอสำหรับวันนี้ ดีชั่ว ถูกผิด ทุกอย่าง ทุกคน ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
" ฝูงชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด
เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ ฤาไหว"
พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
" Born men are we all and one
Brown black by the sun culture
Knowledge can be done alike
Only the heart fiffers from men to men."






เมื่อมีผู้กล่าวหา สองฝ่าย ไย สอบถาม คนเพียงข้างเดียว
ตอบลบ