จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดิน ศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย
ตอนที่ ๖ กระแสธรรม ต้องเหนือกระแสโลก
ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนออกพรรษา ในปีแห่งพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ก็ได้ฉลอง ครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัย เป็นปีที่ ๑๑๙ แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งพระพุทธศาสนา หลายฝ่ายได้มาร่วมมือร่วมใจกันทำบุญให้บูรพาจารย์ เป็นที่น่าปลื้มใจ และควรแก่การอนุโมทนาสาธุการยิ่ง
๑๑๙ ปี หากเป็นการเดินทาง ก็นับว่า ได้มาไกลพอสมควรแล้ว หากเป็นช่วงชีวิตคน อายุ ๑๑๙ ปี นับได้ว่า เป็น ที่สุดของมนุษย์ในยุคนี้แล้วเช่นกัน มหาวิยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านคราวน้ำท่วม ฝนแล้ง ผ่านการต่อสู้ ผ่านรอยยิ้ม ผ่านคราบน้ำตา ของผู้บุกเบิก มมร ศาลายา นับได้ว่า เป็นก้าวแรก แห่งช่วงรอยต่อของ ศตวรรษ สู่ ศตวรรษ ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด คือ โครงการย้ายมหาวิทยาลัยจากวัดบวรนิเวศมาสู่ ท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นการย้ายถิ่นฐานดั่งเดิม ทึ่ต้องอาศัยกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาของทุกๆฝ่าย โดยเฉพาะ แม่งาน หรือผู้นำทีม ที่จะทำให้งานก้าวไปอย่างมีทิศทาง และ พร้อมเผชิญทุกสภาวะแห่งอุปสรรค เพื่อบรรจุหวังที่ตั้งใจไว้
ท่านกลางงานเฉลิมฉลอง ครบรอบวันสถาปนา ๑๑๙ ปี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ณ สถานที่แห่งใหม่ ในท้องที่ศาลายา นครปฐม กลับมีบุคคลผู้หนึ่ง บุคคล ผู้สร้าง มมร ศาลายา มากับมือ สร้างมาตั้งแต่ มมร ศาลายา ยังเป็นโครงการอยู่ในอากาศ และแปลงลงมาสู่กระดาษ ผ่านการต่อสู้ ผ่านอุปสรรคนานัปประการ จน มหาวิทยาล้ยมหามกุฏราชวิทยาลัยมีวันนี้ได้ แต่บุคคลท่านนี้ กลับไม่ได้อยู่ในงานฉลองวันสถาปนามหาวิทยาลัยที่ตนทุ่มเทชีวิตสร้างความเจริญ
ในอีกมุมหนึ่ง ของวัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร พระเถระผู้ใหญ่รูปร่างสง่างาม ก้มกราบพระประธานในโบสถ์ ด้วยอาการสงบ สำรวม และนั่งขัดสมาธิ อยู่ต่อหน้าองค์ประประธาน กายที่ตั้งตรง ผิวพรรณที่ผุดผ่องของท่าน ภายใต้ผ้ากาสาวพัสตร์สีกรัก ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในบริเวณใกล้เคียง ดูเหมือนจะหยุดสงบนิ่ง ทำสมาธิภาวนาไปพร้อมกับท่าน
ในความสงบ ก็มีความหยุดนิ่ง ในลมหายใจละเอียด จนสุดละเอียด ก็มีความว่างเปล่า ในความสงบนั้น ปีติสุขแห่งความสงบก็ได้แผ่ซ่านไปทุกอณู และแผ่ออกไปรายรอบบริเวณ และกว้างไกลออกไป ไกลออกไป จนทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นภพภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล หรืออนันตจักรวาลใด กระแสใจอันชุ่มเย็นของพระเถระ ผู้มีใจที่เปิดรับตรงกันจะสัมผัสได้ในทันที
ครั้นถอนจิตออกจากการภาวนา ในระดับละเอียด ที่ไม่ต้องเอ่ยเรียกขานว่าเป็นระดับฌาณใด หากแต่เป็นการภาวนา ดูจิตของตน ตามแบบอย่างครูบาอาจารย์ที่ได้สั่งสมอบรมมา พระเถระก็หวนทบทวนชีวิตแต่หนหลัง ด้วยความสงบ ด้วยใจที่เป็นกลาง และได้ตรึกระหว่างกลางของสมาธิที่จิตนิ่งไม่หวั่นไหว ภาพของความร่วมมือร่วมใจ ของเหล่าน้องพี่ สายเลือด มมร ก็พร่างพรูสู่มโนสำนึก ภายใต้การทำงานหยาบ (หมายถึงงานทางโลก) หากจิตขาดจากงานละเอียด (หมายถึง การทำสมาธิภาวนา กำกับจิตใจ) อุปสรรคขัดขวางย่อมมีมาเยือนอย่างรุนแรงตามขนาดของงานที่สร้าง ถ้าผู้ใดไม่มั่นคงพอ กระแสกิเลส ย่อมถาโถมโรมรัน จนสุดที่กระแสธรรมจะต้านทานไหว
การยืนหยัดของพระเถระ ในการยึดมั่นคุณธรรม ความถูกต้อง ถูกธรรม แต่อาจไม่ถูกใจ ของบุคคล ย่อมมีการขัดแย้งเกิดขึ้น จากสิ่งเล็กกลายเป็นสิ่งใหญ่ โดยเฉพาะ "เงินตรา" ที่เป็นอสรพิษร้ายทำให้คนเสียคนมามาก ทำให้พระเสียพระมามาก เมื่อยืนอยู่บนบัลลังก์ แห่งการควบคุม เมื่อมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล พระ และบุคลากรในระดับบริหาร และระดับปฏิบัติการ ก็ต้องเป็นบุคลากรของรัฐ การส่งใดที่ผิดไปจากระบบการควบคุม ก็ต้องถูกตรวจสอบ พระเถระ เมื่อพบสิ่งผิดปกติ และมีผู้ร้องเรียนต่อมา ทำให้อาญานี้ ไม่อาจไม่ปฏิบัติ
เลือกปฏิบัติให้ถูกธรรม แต่ทำให้เสียเพื่อน
ข้อร้องเรียนจากภายนอก โหมประดัง โครงการใหญ่ๆที่ผ่านเข้ามาทำให้ผู้บริหารต้องตรวจสอบ พระเถระรูปนี้ คืออธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำใจต้องเซ็นคำสั่ง ตรวจสอบ เพื่อน และลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา ทุกอย่าง ล้วนเดินอยู่บน คมดาบ เมื่อพบว่าผิด กฎหมายทางโลก ย่อมเข้ามามีบทบาท เพราะนี่คือ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มมร ย่อมต้องกระทำตามตัวบทกฎหมาย ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ทำให้สงคราม ระหว่าง ธรรม เริ่มก่อเกิด
กระแสความไม่พอใจ จากกลุ่มที่เสียผลประโยชน์
เมื่อพระก้าวเข้ามาทำงานทางโลก กระแสธรรม ต้องทำให้เหนือกระแสโลกให้ได้ มิฉะนั้น กระแสโลก ย่อมกลืนกิน และกระแสโลก กระแสกิเลสนี้ รุนแรงยิ่งนัก ยากจักต้านทาน หากคนผู้นั้น หรือพระรูปนั้น อินทรีย์ไม่กล้าแข็งพอ การต่อสู้ การก่อสร้าง การก่อเกิดสิ่งใหม่ๆ การขยายความเจริญเติบโตของการศึกษา นับเป็นภาระอันหนักอึ้ง ของพระเถระผู้เป็นอธิการบดี
มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย ในยามที่เริ่มก่อร้างสร้างตัว เฉกเช่น อธิการบดีรูปที่ ๔ แหง มมร ในยามนี้
อธิการบดี ที่ถูกตรวจสอบกลับ และยังไม่รู้ทิศทางแห่งการต่อสู้ว่า จุดจบมันจะเป็นเช่นไร หากแต่ในหัวใจ ยังยึดมั่นคุณธรรมความดี ที่ได้ตั้งปณิธานมาตั้งแต่เริ่มต้น ที่ก้าวเข้ามาสู่ รั้วมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตั้งแต่ยังเป็นพระเด็กๆหนุ่มน้อย ที่มีเพียงหัวใจ และจิตวิญญาณที่จะสร้างสรรค์ทางเจริญแก่สถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง และเพื่อกตัญญุตาต่อบูรพาจารย์ แต่เพียงประการเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น