วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชุมพงศาวดาร ถึงบูรพาจารย์วัดสังฆราชา และมหามกุฏราชวิทยาลัย

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย  
               ตอนที่ ๑๐  ประชุมพงศาวดาร ถึงบูรพาจารย์วัดสังฆราชา(ที่สอง)

              "ประวัติศาสตร์ ย่อมซ้ำรอยเก่าเสมอ"   เป็นคำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ ที่นักศึกษาประวัติศาสตร์ มืออาชีพ และมือสมัครเล่น ไม่เคยปฏิเสธ  ที่ใดมีความเจริญสูงสุด ความเสื่อมก็ย่อมมีตามมา   พลุ เมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ส่องสว่างแล้ว ก็ย่อม ดับสลายลง  
                   ฉันใดก็ฉันนั้น   ในประวัติศาสตร์  ชีวิตของเอกบุรุษ ผู้ทำคุณความดี หลายๆท่าน ไม่อาจมองเห็นผลของความดีของตนได้ ในช่วงชีวิตของตนเองที่มีลมหายใจอยู่   ต่อเมื่อตายไปแล้ว ต่อเมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน ความดีจึงปรากฎในภายหลัง กลายเป็นตำนาน ที่เล่าขานสืบต่อมา
                 
                   เมื่อวันที่  ๑๒  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๗๕  หรือเมื่อ ๘๐ ปีที่ล่วงมาแล้ว(นับถึง พ.ศ. ๒๕๕๕)  เป็นวันพระราชทานเพลิงศพของพระยาสุจริตธรรมพิศาล(ละออ แพ่งสภา) ผู้เป็นบุตรของมหาอำมาตย์ตรี พระยาเกษมศุขการี (คลับ แพ่งสภา) อธิบดีศาลแพ่งคนแรกของประเทศไทย 
                  หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน มีคุณค่าควรแก่การศึกษายิ่ง เพราะนั่นคือ การนำตอนหนึ่งของพงศาวดาร ที่จารึกประวัติของท่านผู้ทำคุณความดีให้แผ่นดิน มาประกาศให้โลกรู้      แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  ท่านผู้มีคุณต่อแผ่นดินขณะมีชีวิต กลับอยู่อย่างระทมขมขื่นใจยิ่ง ตกเป็นจำเลยสังคม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้   ติดคุกยังมีวันออก แต่การเป็นจำเลยสังคม  แม้ตัวตายไปแล้ว ก็ไม่อาจรู้ได้ว่า จะได้หลุดพ้นจากการเป็นจำเลยสังคม ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อใด
                   ตระกูลแพ่งสภา เป็นตระกูลใหญ่ ที่สืบเชื้อสายมาจาก "พระยาสรรคบุรี"   นักรบสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นนักรบของพระเจ้าตาก เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถูกพม่าตีแตก  (หากมองจากประวัติศาสตร์ ชาติไทยของเรา  เราถูกข้าศึกรุกรานได้ จนกระทั่งเสียกรุง ก็เพราะ คนไทยด้วยกันเอง ขายชาติ  เห็นแก่สินจ้างรางวัล และตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์สิ่งเหล่านี้มันล่อใจ จนกล้าเนรคุณแผ่นดินเกิด แผ่นดินที่ให้ที่อยู่ที่อาศัย )  แต่ก็ยังมีนักรบผู้กล้าเหล่านี้ ได้มารวมตัวกัน ช่วยพระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้บ้านเมืองจนสำเร็จ

                  ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐  ได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วมา  เมื่อการสิ้นไปของชีวิตนักกฎหมายผู้ดำรงความยุติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ พระยาสุจริตธรรมพิศาล(ละออ แพ่งสภา)  คุณหญิงสวาสดิ์ สุจริตธรรมพิศาล  ได้ขอให้ พันโทพระอินทร์ สรศัลย์(สอาด แพ่งสภา ยศในขณะนั้น)  เจ้ากรมขนส่งทหารบกคนแรกของประเทศไทย (นักเรียนนายร้อยเยอรมัน รุ่นเดียวกับ พระบรมราชชนก สมเด็จพระมหิตลา
ธิเบศร อดุลยเดชวิกรม)  ผู้ซึ่งเป็นน้องชาย ไปแจ้งความร้องขอต่อราชบัณฑิต เพื่อขอคัดสำเนาประชุมพงศาสดาร ภาคที่ ๖๐ (โกศาปาน ไปฝรั่งเศส ภาค๔) เพื่อนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของพระยาสุจริตธรรมพิศาล
                   ก่อนที่จะเปิดอ่านพงศาวดาร ( ตอน พระยาโกศาปาน ไปฝรั่งเศส ซึ่งมีข้อความสำคัญในส่วนท้ายประวัติชีวิตของท่าน ที่ทำให้อ่านแล้ว ต้องอึ้ง และนึกไม่ถึงสำหรับท่านผู้ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ในส่วนนี้มาก่อน )    บูรพาจารย์ของวัดฆังฆราชา(ที่สอง) ก็แว่บเข้ามาอย่างประสานสอดคล้องกันในห้วงมโนสำนึกของผู้เขียน

                   วัดสังฆราชา(ที่สอง) มหาอำมาตย์ตรี พระยาเกษมศุขการี (คลับ แพ่งสภา)  ได้ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติของวัดว่า  ท่านเป็นบูรพาจารย์ท่านหนึ่ง (ฝ่ายฆราวาสคนเดียวของวัด)  พ.ศ. ๒๔๐๖ - ๒๔๗๕  ที่มีคุณูปการต่อวัดสังฆราชา เป็นอย่างยิ่ง  เพราะท่านคือ ผู้บริจาคที่ดินให้วัด ซึ่งอยู่ในเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๑ ไร่ ๑  งาน  ๔๙ ตารางวา  และยังเป็นผู้ทำนุบำรุงวัด มาโดยตลอด และมีสายสัมพันธ์อันดี คุ้นเคยสนิทสนมกับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส อีกด้วย 
                   ความคุ้นเคยกับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ นี้ ผู้เขียน เคยได้รับความเมตตา บอกเล่าจาก คุณสรศัลย์ แพ่งสภา (หลานปู่ ของพระยาเกษมศุขการี) เมื่อครั้งที่ผู้เขียน ไปกราบเยี่ยมท่านในฐานะญาติผู้ใหญ่ ที่บ้านย่านบางกระบือว่า ย่าไผ่ (คุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี) เป็นสตรีที่ถวายตัวอยู่ในรั้วในวังตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น จึงไม่เป็นข้อสงสัยอันใด ที่ท่านจะคุ้นเคยกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส

                  เอกสารของกระทรวงนครบาลในยุคนั้นกล่าวถึงการเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธียกช่อฟ้าของ "วัดสังฆราชาราษฎรบำรุง" (ชื่ออย่างเป็นทางการ) ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในครั้งนั้นว่า    เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน  พ.ศ. ๒๔๖๗  เวลา ๐๘.๓๐ น. (ก่อนเที่ยง) พระองค์ได้เสด็จมางานยกช่อฟ้าอุโบสถวัดสังฆราชา และประทับอยู่จนเวลา ๕ นาฬิกา(หลังเที่ยง) จึงเสด็จกลับโดยรถไฟ   คราวนั้น พระครูผ่อง เจ้าคณะแขวงพร้อมด้วยคณะสงฆ์ ข้าราชการและประชาชน โดยการนำของรองอำมาตย์เอก หลวงขจรบุรี นายอำเภอมีนบุรี ได้เฝ้ารับเสด็จอยู่ตลอดเวลาจนถึงเวลาเสด็จกลับ
                ความเชื่อมโยงของวัดสังฆราชา กับพระยาเกษมศุขการี(คลับ แพ่งสภา) เป็นเพราะท่านได้ถูกจารึกชื่อให้เป็นบูรพาจารย์อันดับหนึ่งของวัดสังฆราชา  และหากท่านใดที่เรียนกฎหมายและเรียนประวัติศาสตร์ คงทราบดีว่า พระยาเกษมศุขการี(คลับ แพ่งสภา) ท่านนี้  คือ หนึ่งในผู้พิพากษาศาลพิเศษ(ผสม) ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ได้ตัดสิน ว่าความคดีบันลือโลก  นั่นคือคดี  " พระยอดเมืองขวาง"  เจ้าเมืองคำมวน แห่งทุ่งเชียงคำ  ที่สุดท้ายไทยต้องทนอัปยศ ยอมติดคุก เพื่อรักษาชาติ ทั้งที่เรา "ไม่ผิด" จนถึงกับทำให้ พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ทรงพระประชวรด้วยความเสียพระทัย     คุณปู่สรศัลย์ แพ่งสภา เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า  เจ้าคุณปู่ (พระยาเกษมศุขการี) ถึงกับ หลั่งน้ำตาลูกผู้ชาย เมื่อไทยแพ้คดี
ชาติมหาอำนาจในแถบอินโดจีนอย่างเช่นฝรั่งเศสในครั้งนั้น


             สายลมหนาวยามดึกพัดเยือน ปลายฝนต้นหนาว คราวใกล้ออกพรรษาอย่างนี้  ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะยอดดอย อากาศเริ่มหนาวเย็น  แสงไฟริบหรี่ ในกระท่อมน้อยของชาวไร่บนดอยสูง เริ่มปิดสนิทไปทีละหลังสองหลัง  ทีละดวงสองดวง  จนเหลือแต่โคมไฟบนโต๊ะทำงานของผู้เขียน ที่ยังไม่ยอมหลับยอมนอน     กองหนังสือ ที่สูงท่วมหัวบนโต๊ะ เริ่มทยอยไปจัดระเบียบอยู่ในตู้ เหลือไว้เพียงตำราบางเล่มที่ต้องการใช้ในงานค้นคว้า ในเหตุการณ์ปัจจุบันเท่านั้น   

           ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐ ตอน โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๔  ยังอยู่ในมือ  คดีพระยอดเมืองขวางยัง วางอยู่ข้างๆกัน 

           " การชิงตายเสียก่อนของท่านผู้ทำประโยชน์ให้แผ่นดิน ที่ถูกเข้าใจผิด นับเป็นการดี" 

         " การถูกใส่ร้าย การถูกลงโทษ การถูกตัดหัวเสียบประจาน ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส นับเป็นความขมขื่นที่สุดจะบรรยาย"

         "บรรพบุรุษผู้มีคุณต่อแผ่นดิน ไยต้องมาจบชีวิตลงด้วยความน่าทุเรศสงสารถึงเพียงนี้หนอ"

         "ผู้ทำให้ชาติเจริญอย่างท่านราชทูต(โกศา ปาน) นี้  บางทีต้องได้รับความลำบากต่างๆนาๆ แทนที่จะได้รับคำขอบใจ  คนอื่นๆพากันไม่รู้ไม่เห็นในความดีความอุตส่าห์พยายามของตน   ต้องต่อให้พ้นสมัยของท่านผู้นั้นนานๆหลายชั่วคน ถึงจะหยั่งรู้ในกิจประวัติคุณความดีของตน"

         "ฉะนี้ จึงส่อให้เห็นว่า ยุติธรรมของโลกนี้ยังพร่องมาก  มนุษย์เรามีหวังจะได้รับอย่างเต็มที่ ก็แต่ในปรโลก   เมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นประธานทรงชี้บาปบุญคุณโทษโดยเที่ยงธรรมไม่เข้าใครออกใครเลย"

         "ฉะนี้ ให้ตนเพียรทำแต่คุณความดีเทอญ  คนอื่นจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง สักวันหนึ่งพระคงเห็น และรางวัล  ตามความชอบของตน"
                    ฟ. ฮีแลร์  วันที่ ๕  พฤษจิกายน  ค.ศ. ๑๙๒๓
      (จบตอน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐ ตอน โกศา ปาน ไปฝรั่งเศส)


............." ฉะนี้  ให้ตนเพียรทำแต่คุณงามความดีเถิด คนอื่นจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง  สักวันหนึ่งพระคงเห็น  แต่ถ้าพระไม่ยุติธรรมเสียเอง  ก็............
เอวัง  โหตุ..........ให้กฎแห่งกรรมตัดสิน ในปรโลก"
                
                 ศิษย์ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)
      อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ตกเป็นจำเลยสังคม
                                ๒๑  ตุลาคม   พ.ศ.  ๒๕๕๕


             



















1 ความคิดเห็น: