มหาวิยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ในกำกับของรัฐ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน นับแต่ปีพ.ศ. ๒๔๓๖ (รศ.๑๑๒) หากนับถึงวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ก็จะมีอายุครบ ๑๑๙ ปี พอดี ซึ่งตรงกับปีมหามงคล ๒,๖๐๐ ปี แห่งพุทธชยันตี ของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และ ปีนี้ ก็ยังครบรอบวันประสูติ ปีที่ ๙๙ ย่างเข้า ๑๐๐ ปี ของ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก อีกด้วย
มหาวิยาลัยสงฆ์ งดงาม ท่ามกลางแสงแห่งธรรมมาเนิ่นนาน เป็นสถาบันที่ทรงคุณค่า ทางการศึกษาทางพระพุทธศาสนาของชาติไทย จนมี อายุ ครบ ๑๑๙ ปี ในปีนี้ หากเป็นไม้ยืนต้น ก็เป็นไม้ ที่เติบใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา ปกคลุม เป็นที่อาศัยของนกกา ปกคลุมให้ร่มเงาแก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ได้พักอาศัย
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีชื่อเสียงดีงาม ผ่านร้อนผ่านหนาว มาอย่างยาวนาน สมกาลเวลา จวบจนวันที่ มหาวิทยาลัยสงฆ์ กระโจนเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐ เป็นมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ที่ต้องอาศัยงบประมาณจากรัฐ พระ ตลอดจน คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ต่างๆ ก็เป็น บุคคลที่ตกอยู่ภายใต้ กฎหมาย พรบ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ภายใต้กำกับของรัฐเช่นกัน
ไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ ที่พระจะถูกฟ้องร้องมากมายเหมือนในวันนี้
นับเป็นปีแห่งการฉลองวันสถาปนา ๑๑๙ ปี ของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยจริงๆ ที่มีคดีความ สุมอยู่เต็มมหาวิทยาลัย และมีข้อขัดแย้ง โจมตีกันเอง ของผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็น พระ เป็นบรรพชิต ที่ควรจะเป็นแบบอย่างให้แก่สังคม
พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์) เป็นอธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ที่แบกรับภาระหนักที่สุด นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ของ มมร ที่ต้องย้าย ออกจาก วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ย้ายเพื่อการเติบโต มาอยู่ ณ ท้องที่ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บนเนื้อที่ ธรณีสงฆ์ ของวัดมกุฏกษัตริยาราม ที่ให้เช่าเพื่อการศึกษา ตามเจตนารมณ์เดิมของ ท่านผู้บริจาคให้เป็นสมบัติของสงฆ์ โดยไม่หวังผลกำไร ปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
การย้ายมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนการย้ายบ้านธรรมดา เพราะการย้าย หมายถึง โครงการก่อสร้าง อันยิ่งใหญ่มากมายที่จะตามมา และที่สำคัญ ปัจจัย งบประมาณในการก่อสร้าง ก็ยังไม่มี พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์) ท่านนี้ ท่านยอมเสียสละ ที่จะ กระทำ ความเจริญ ให้แก่มหาวิทยาลัย โดย มิได้คำนึงถึง ความเหนื่อยยาก และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ณ ขณะนั้น จะนำเงินมาจากที่ใดได้บ้าง ที่จะมาสร้าง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ณ ท้องที่ ตำบลศาลายา
ความฝ่าฝัน ด้วยหัวใจ ที่จะกระทำถวายต่อบูรพาจารย์ ที่จะสร้างสถานศึกษา เพื่อปวงชน เพื่อ กุลบุตร กุลธิดา นอกเหนือไปจาก การศึกษาของ บรรพชิต ซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมให้ขยายวงกว้างออกไป จนสามารถมีหน่วยงานถึง ๒๗ หน่วยงาน ตั้งอยู่ทัวประเทศ ( ๑ ส่วนกลาง ๒ ที่ตั้ง / ๗ วิทยาเขต / ๓ วิทยาลัย / ๑๒ ศูนย์การศึกษา / และ ๓ ห้องเรียน) ข้อมูล ณ ปีพ.ศ. ๒๕๕๓
การบริหารที่ เติบโตแบบก้าวกระโดด ในยุคของ พระเทพปริยัติวิมล มาเป็นอธิการบดี เป็นความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย แต่ภาระหนัก ก็ต้องตกอยู่กับ อธิการบดี ที่ต้อง ดูแลหน่วยงาน ที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ ทั้งส่วนกลาง และ วิทยาเขตต่างจังหวัด อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น การเติบโตครั้งนี้ มาพร้อมกับ อสรพิษร้าย นั่นคือ เงิน งบประมาณก้อนโต
ต้นไม้ที่มีผลดก นกมักจะชุม เพราะมากิน มารุม แย่งอาหารกันนั่นเอง การนำพา นาวา มมร ให้ฝ่าคลื่นลมมรสุม ทั้งภายในและภายนอกจนถึงฝั่ง ของพระเทพปริยัติวิมล มีอุปสรรคใหญ่หลวง มีเจ้าหน้าที่ ที่แอบแฝงทุจริต หากินกับเงินบริจาค มากมาย มีหลายคน ถูกสอบสวน ถูกปลด เมื่อพบ หลักฐานการโกงกิน
หลายคน มหาวิทยาลัย ต้องฟ้องศาลปกครอง แล้วศาลปกครองยกฟ้อง การยกฟ้องนี้ มิใช่ไม่มีหลักฐานเอาผิดว่าทุจริต แต่ยกฟ้องเพราะ เงินที่โกง เป็นเงินบริจาค จากบุคคลภายนอก ที่ให้แก่มหาวิทยาลัย ศาลปกครอง ต้องให้ เจ้าทุกข์ตัวจริง คือผู้บริจาคฟ้องเอง ไม่ใช่มหาวิทยาลัยฟ้อง ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองจึงยกฟ้อง มิใช่ยกฟ้องเพราะไม่มีมูลทุจริต ก็หาไม่ แต่ผู้ถูกฟ้อง ก็นำ อธิการบดีรูปนี้ ไปป่าวประกาศว่า ฟ้องไม่มีมูล จนศาล ยกฟ้อง แต่สังคม ไม่รู้ว่า ยกฟ้องเพราะ ผู้เสียหายที่เป็นผู้บริจาค ไม่มาฟ้องด้วยตนเอง
งานนี้ มหาวิทยาลัยมหามุกุฏราชวิทยาลัย ภายใต้การนำของ
พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) ก็เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง คือ ถูก สังคมตรวจสอบว่า ยอดเงินบริจาค หายไปไหน ไม่เข้ามหาวิทยาลัย ทั้งที่ ออกใบเสร็จในนามของมหาวิทยาลัย เมื่อไปฟ้องศาลปกครอง ศาลยกฟ้อง เพราะ ต้องให้ เจ้าของเงินบริจาค รายเล็กรายน้อย หรือรายใหญ่ก็ตาม มาฟ้องเอง มาเป็นโจทก์เอง ผู้ทุจริต ที่ถูกอธิการบดี ถูกมหาวิทยาลัยตรวจสอบ ก็เอาคำ ตัดสินของศาลปกครองไปป่าวประกาศว่า ศาลยกฟ้องแล้ว เห็นไหม ตนไม่ผิด นั่นเป็นการบิดเบือนที่น่าละอายใจยิ่ง แพะรับบาปของสังคม จึงเป็น พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี ผู้ไม่มีปากเสียงใดใด ไม่มีสื่อใดใด ที่จะออกมาตอบโต้
และการแต่งตั้ง อธิการบดี ตามที่กฤษฏีกาตีความว่า มิชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นเพราะ ผู้แต่งตั้งเอง คือ สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทำผิดขั้นตอนของตนเอง ไม่ทำตาม กฎของตนเอง ดั่งข้อความในคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาที่ตำหนิ สภา มมร ทำให้กระทบกระเทือนต่อ พระอำนาจ พระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช แต่แล้ว ฝ่ายที่ทุจริต ที่ถูก มหาวิทยาลัยฟ้องร้อง ก็ไปรวมกลุ่มกัน ตั้งชมรมคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ มมร (เถื่อน) ออกมาให้ข่าวโจมตี อย่างไม่เป็นธรรม โดยที่ สภามหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้ ออกมาแสดงท่าทีปกป้องอันใด ต่อความอยุติธรรมในครั้งนี้ ความเพิกเฉยนี้ เหมือนการยืนมอง คนผู้หนึ่ง ถือไม้กระบองทุบตีผุ้หนึ่ง ซึ่งไม่ตอบโต้ ยืนมองด้วยความเฉยเมย หรือ สะใจ ก็ไม่อาจรู้ได้
คำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ก็ตีความไปตามหลักฐาน ที่ ฝ่ายสภา มมร ส่งขึ้นไป การสอบสวนใดใด ก็ไม่เคยเรียก อธิการบดี รูปนี้ไปสอบถาม หรือให้ปากคำ นี่คือความเป็นธรรม ที่ท่านได้รับ การที่กฤษฎีกา ตีความว่าได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็เพราะ สภา กระทำการมิชอบ โดยการแต่งตั้ง ผู้ถูกแต่งตั้ง ก็ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมด้วย เป็นความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยโดยแท้ ผ่านความเห็นชอบโดยลำดับ จนสุดท้าย มีพระบัญชาแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราชลงมา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ให้ความเห็นว่า ชอบแล้ว หากเกิดจากสภา ยินยอมพร้อมใจ เพราะมีข้อกฎหมาย พรบ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเปิดช่องให้ แต่ต่อมา เมื่อ ฝ่าย ที่เป็นผู้เคยถูก มมร ร้องในคดีทุจริต และคดีอยู่ชั้นศาล กำลังจะตัดสินความผิด ก็ออกมา ร้องขอ ให้สภา มมร ทบทวนใหม่ ตีความใหม่
ข้อกฎหมาย หากตีความเข้าข้างตัว ก็ตึความได้ ขึ้นอยุ่กับว่าจะยกกฎหมายฉบับใดมาอ้าง หากสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในวันนี้ กลืนน้ำลายตัวเอง ไม่ยอมรับกฎที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ดั่งคำตำหนิของ สำนักงานกฤษฎีกา ในคำวินิจฉัยตอนหนึ่ง (หากไม่ลำเอียงอ่านเลยบรรทัดนี้ไป หรือแกล้งมองไม่เห็น) ก็จะรู้ว่า สภาฯ สร้างปัญหา ก็ต้องกลับไปแก้ปัญหา
การแก้ปัญหาครั้งนี้ อย่าโยนบาป ให้คนบริสุทธิ์ผู้ปกป้องความเป็นธรรมให้
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่ท่านอุทิศชีวิตสร้างขึ้นมา อย่าเอาพวกเข้าข่ม อย่าใช้สื่อที่ไม่มีคุณธรรมเข้าบิดเบือนความจริง ความจริงก็ต้องเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ แม้ตายไปแล้ว ความจริงปรากฎภายหลัง ความจริงนั้น ก็ยังเป็นความจริง
พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก , ลูกอินทร์) อธิการบดี ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ให้กับ มหาวิทยาลัยมหามุกฎราชวิทยาลัย ในวันนี้ ท่านถูกโดดเดี่ยว ถูกสังคมตราหน้า ทั้งที่ ความจริงอันน่าอดสูนั้น มาจากใครบ้างที่เป็นผุ้กระทำ บุคคลผู้นั้นย่อมรู้อยู่แก่ใจ
ขอครบรอบ ๑๑๙ ปี วันสถามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) จงเป็นปี แห่งความใสสว่าง จงเป็นปี ที่สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ทั้งสังคมแห่งฆราวาส และสังคมแห่งพระ พระผู้สั่งสอนผุ้คนให้ทำความดีงาม
งานเขียนนี้ มีขึ้นมาได้ ด้วยหัวใจ นบบูชาคุณแห่งบูรพาจารย์
จากศิษย์ มมร
ร





