(๒) สู่เพศบรรพชิต
สายน้ำเจ้าพระยา ที่ไหลผ่านท่าน้ำหน้าบ้านในวันนี้ แลดูราบเรียบ สงบ ท่าน้ำตรงนี้ เคยมีเจ้าทุยลงเล่นน้ำ มีเด็กชายร่างเล็ก ผิวขาว บอบบาง แต่ทว่ามีหัวใจแข็งแกร่ง อดทนคนหนี่ง ได้เคยขี่หลังของมัน วันนี้ทุกอย่างล้วนเป็นความหลังที่ผ่านเลยไปเหมือนสายน้ำ แต่มีค่าอยู่ในความทรงจำของผู้เป็นเจ้าของอย่างไม่มีวันลบเลือน
บ้านน้ำตาลเมืองอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในวันที่จากมา ทุกอย่างเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวันวานนี้เอง ภาพของเด็กวัดที่เคร่งครัดการปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์ ยังจำติดตา เด็กชายแสวง ลูกอินทร์ ในวันที่ "ประเคนกระโถน" ยังเรียกรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากได้อยู่เสมอเมื่อนึกถึง
ด้วยความที่เป็นเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งสอน และต้องปฏิบัติให้ตรงกับคำสั่งทุกอย่างอย่างเคร่งครัด ทำให้วันหนึ่ง เมื่อเด็กชายแสวง ลูกอินทร์ เด็กวัดตัวน้อยๆ ต้องยกกระโถนให้ หลวงน้า ตามคำสั่ง ทำให้เขา หยิบกระโถนขึ้นมา และนั่งท่าเทพบุตร ยกกระโถนประเคน แด่หลวงน้าอย่างตั้งใจ และสวยงาม ทำให้ ผู้รับถึงกับ หัวเราะ ..."เฮ้ยยย...กระโถนไม่ต้องประเคน".... กลายเป็นตำนานเล่าขานที่ผู้อยู่ใกล้ชิดจะรู้ดีว่า พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) สมัยที่เป็นเด็ก จะเคร่งครัดในกฎระเบียบทุกอย่าง และไม่เคยมีคำว่า ช้า หรือ คำว่า รอเดี๋ยว รอก่อน เมื่อผู้ใหญ่ ไหว้วาน หรือใช้ให้ทำภารกิจสิ่งใดๆก็ตาม ทุกอย่างต้อง ตรง รวดเร็ว ถูกต้อง และ ไม่เอ่ยคำ เด็กชายแสวง ลูกอินทร์ เป็นคนทำงานมากกว่าพูด หรือหากจะพูด ก็จะไม่กระทบใจใคร อดทน แม้จวบจนวันที่ได้มาเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีคุณูปการต่องานของพระพุทธศาสนา เมื่องานมีปัญหา แม้จะถูกผู้ไม่เข้าใจ กล่าววาจากระทบอย่างไร ความอดทนเป็นเลิศ ก็ได้ปรากฎอีกครั้ง ท่านได้แต่เพียงเอ่ยวาจาว่า "ความจริงจะพิสูจน์ตัวเอง"
วันที่จากบ้านมา วันนั้น คุณแม่เสมอ ลูกอินทร์ กำลังอยู่ไฟคลอดน้องคนเล็ก เป็นภาพที่จารึกอยู่ในความทรงจำมิอาจลบเลือน แม่เป็นผู้หญิงร่างเล็ก บอบบาง แต่ทว่าแข็งแกร่ง อดทน หนักเอา เบาสู้ ยืนเคียงข้างคุณพ่อเชื่อม ลูกอินทร์ ได้อย่างทัดเทียมในด้านความรับผิดชอบ ทั้งงานบ้าน และงานนอกบ้าน แม่ต้องช่วยพ่อหาเลี้ยงลูกๆ ทั้ง ๑๐ คน นับเป็นภาระหนักในชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่งเลยทีเดียว แม่จะปลูกผัก หาบน้ำ ถางหญ้า รวมถึงเก็บผลผลิตไปขายที่ตลาด เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูกๆ ช่วยแบ่งเบาภาระจากพ่อ อาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ความที่มีลูกๆหลายคน ทำให้ครอบครัวช่วงนั้น ตกอยู่ในฐานะลำบากมาก
การเรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จากโรงเรียนวัดศรีสำราญ ไม่ได้ทำให้เด็กชายแสวง หยุดนิ่งกับการศึกษา แต่เป็นการย่นระยะเวลาการเข้าสู่เพศของสมณะให้เร็วขึ้น การบรรพชา ครั้งแรก เมื่อมีอายุได้ ๑๑ ปี ที่วัดศรีสำราญ จึงเป็นการเริ่มการเรียนรู้ทางธรรม ที่ไม่ได้ทอดทิ้งทางโลก และเป็นการ ละบาป อันจะเกิดจากการใช้ชีวิตในทางโลกเสียได้
บรรพชา ละ ของเล่น สมัยก่อน เด็กผู้ชายไม่มีของเล่นมากเหมือนในสมัยนี้ สิ่งที่ เด็กผู้ชายชอบมีกัน ก็คือ หนังสติก ที่มีไว้เพื่อทดลองยิงนก ยิงหนู ทดสอบความแม่นยำของตนเอง และเพื่อมีไว้แข่งกันในหมู่เพื่อน เด็กชายแสวง ขอร้องให้แม่ซื้อหนังสติกให้ เพราะอยากมีของเล่นเหมือนกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน วันที่แม่ซื้อหนังสติกให้ หลวงน้ำก็มาหาแม่ที่บ้าน มาขอลูกชายของแม่ ให้บวชเป็นสามเณรสักคน จะจัดการเรื่องการบวชให้ทุกอย่าง วันนั้น เด็กชายแสวง ได้ยินหลวงน้าคุยกับแม่ แม่ไม่ได้รับคำ แต่กราบเรียนหลวงน้าไปว่า จะถามความสมัครใจของลูกดูก่อน
ความคิดทางโลก กับจิตใจที่ใฝ่ดีในทางธรรม กำลังต่อสู้กัน แม้จะเป็นเด็กวัยเพียง ๑๑ ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยแห่งความสนุกสนานแบบเด็กทั่วไป ที่กำลังมีความสุขอยู่กับไออุ่นของครอบครัว ยากนักที่ใครๆจะตัดใจจากไปได้ง่ายๆ แต่ เด็กชายแสวง ลูกอินทร์ ในยามนั้น กลับมีความคิดเกินเด็ก การมองหนังสติก ของเล่นใหม่ในมือ กับการมองเห็นภาพของสามเณรน้อยผู้สงบสำรวมกาย วาจา ใจ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ อยู่ในใจ วิถีชีวิตของเรานับจากนี้ จะเลือกเดินในทางใด
ในที่สุด เด็กชายผู้นั้น ก็ได้ตัดสินใจ โยนหนังสติกทิ้งลงน้ำ แล้วบอกกับแม่ว่า " แม่ครับ หนูจะบวช " คำๆนี้ ทำให้แม่ดีใจ และใจหายในขณะเดียวกัน ดีใจที่ลูกได้เลือกทางเดินที่ประเสริฐแล้ว ใจหาย เพราะยังกอดลูก ให้ความอบอุ่นแก่ลูกได้ไม่เท่าที่ใจแม่ต้องการเลย นับจากนี้ ลูกต้องจากอ้อมอกของแม่ไปแล้วหรือ แต่ลูกของแม่จะจากไปสู่ อ้อมกอดแห่งพระพุทธบิดาแทน ลูกจะจากไปเป็นพุทธบุตร ของพระพุทธองค์ "แม่ครับ หนูจะบวช" คำว่า "หนู" เป็นสรรพนาม ที่เด็กผู้ชายพูดกับผู้เป็นแม่ได้อย่างไม่เคอะเขิน เป็นคำน่ารัก ที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ไม่ว่าลูกชายจะเติบใหญ่เพียงไหน เขายังคงเป็น "หนู" หนูน้อยผู้น่ารักน่าสงสารของผู้เป็นพ่อและแม่เสมอ ตลอดไป
ชีวิตของสามเณรน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาว แก้มแดง จนพระท่านล้อเวลาเจอหน้าและตั้งฉายาให้ว่า "อีนางน้อย" ท่านเล่าให้หมู่ศิษย์ฟังในภายหลังว่า ระยะที่เป็นสามเณรใหม่ๆนั้น จะขี้อาย และยิ่งถูกล้อว่าเป็น "อีนางน้อย" ก็จะยิ่งอายมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะรูปร่างของท่าน คล้ายกับมารดา ที่มีผิวพรรณละเอียด เกลี้ยงเกลา หรือหากมองโดยรวม ก็เป็น คนรูปงามนั่นเอง
ชีวิตใหม่ ในชายคาวัดบวรนิเวศวิหาร สามเณรแสวง ลูกอินทร์ บวชได้สามปี ก็ลาสิกขา มาอยู่บ้าน เป็นเวลา สองเดือน เพื่อทำตามที่คุณลุง คือมหาละออง สังข์พาลี บอกไว้ว่าอยากให้แสวง ไปแสวงหาความรู้ในสำนักเรียนที่เป็นอันดับหนึ่งของเมืองไทย นั่นคือ วัดบวรนิเวศวิหาร และการบรรพชาในครั้งนี้ สามเณรแสวง มีอายุได้ ๑๕ ปี มาเป็นสามเณรเกิดใหม่ที่วัดบวร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นชีวิตใหม่ของเด็กบ้านนอกจากเมืองอินทร์บุรี ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่า สามเณรน้อยรูปนี้ จะมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อการวางรากฐานทางพระพุทธศาสนา ในส่วนของธรรมายุตินิกายต่อไปในภายภาคเบื้องหน้า สมกับที่ได้กำเนิดมาจากเมืองอินทร์ โดยแท้
เป็นศิษย์ สมเด็จพระสังฆราช สามเณรแสวง วันแรกที่บรรพชา เป็นสามเณรวัดบวร ก็มีฉายาว่า ธมฺเมสโก แปลว่า ผู้แสวงหาธรรม ผู้บรรพชาให้สามเณรแสวง ธมฺเมสโก ก็คือ
พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) หรือ ปัจจุบันก็คือ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช มีพระชันษาครบ ๙๙ ปี ย่าง ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ ซึ่งสามเณรแสวงในวันนั้น หรือ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) อธิการบดี ลำดับที่ ๔ แห่ง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในวันนี้ ก็ได้เป็นผู้หนึ่งที่เป็นเรี่ยวแรง จัดงานพิธีเทิดพระเกียรติยศ แห่งพระผู้เป็นครูบาอาจารย์และทรงได้รับการยกย่องจากชาวพุทธทั่วโลกให้ ทรงเป็น "พระผู้เป็นผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลก"
คุณธรรม ของครูบาอาจารย์ ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่จิตสู่ใจของสามเณรน้อยจากเมืองอินทร์ได้อย่างซาบซึ้งถึงคุณค่า ด้วยความที่เป็นผู้อยู่ในกรอบ อยู่ในกฎระเบียบ และเชื่อฟังครูบาอาจารย์ มาแต่เล็กแต่น้อย ทำให้ ๔๖ ปี ในรั้วชายคาวัดบวรนิเวศวิหาร ๔๙ ปี ในร่มเงาแห่งผืนผ้ากาสาวพัสตร์ ของสามเณรแสวง ธมฺเมสโก หรือ พระเทพปริยัติวิมล ในวันนี้ ไม่มีวันใดเลยที่จะถูกให้ปล่อยผ่านเลยไปอย่างไร้คุณค่า ไร้สาระ แต่ทุกอย่างกลับเป็นงาน งานที่กอบเกื้อพระศาสนาอย่างแท้จริง
๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ สามเณรแสวง ธมฺเมสโก อุปสมบท เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา สังกัดธรรมยุตินิกาย แห่งวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น