วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก)พระผู้สร้าง มมร ศาลายา

จากเมืองอินทร์  มาพลิกผืนดิน ศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย(๑)กำเนิดผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้ มมร

               บ้านน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี  จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อ ๖๑ ปีก่อน ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก สายน้ำเจ้าพระยายังคงเอื่อยไหล หล่อเลี้ยงฃีวิตผู้คนให้ดำเนินไป  ท้องฟ้าสีครามสดใส  นกกาต่างพากันบินออกหากินในยามอรุณรุ่ง

                         เช้าวันเสาร์ที่ ๗ เดือนเมษายน  พุทธศักราช ๒๔๙๔ ปฏิทินจันทรคติ ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีเถาะ จ.ศ. ๑๓๑๓   เวลา ๐๖.๒๐ น.     ขณะพระออกบิณฑบาต      ที่บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลังคามุงใบจาก  ของ คุณพ่อเชื่อม และ คุณแม่เสมอ  สกุล ลูกอินทร์  ก็ได้ให้กำเนิด บุตรชาย หน้าตาหน้าเอ็นดูผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งทางโหราศาสตร์ เจ้าชะตาถือกำนิดใน สมโณฤกษ์     ต่อมาบุตรผู้ถือกำเนิดในชะตาฟ้า แห่ง สมโณฤกษ์ ผู้นี้มีนามว่า แสวง  ลูกอินทร์  เป็นบุตรลำดับที่ ๕  ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด  ๑๐  คน  ของครอบครัวลูกอินทร์   

                        การเกิดขึ้นของเด็กคนนี้ เป็นการถือกำเนิดอย่างปกติธรรมดา ของครอบครัวลูกชาวนาผู้มีฐานะปานกลาง  คงมีแต่เพียงฟ้าดินเท่านั้นที่รับรู้ว่า ในภายภาคหน้า เด็กน้อยผู้นี้ คือผู้ที่จะมาสร้างความเจริญงอกงามให้การศึกษาของสงฆ์ของชาติไทย ในนาม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และเป็นผู้วางรากฐานทางการศึกษาและเผยแผ่ธรรมให้กับวงการสงฆ์ ในนามของ พระธรรมทูต

                      ฟ้าสาง...วิถีชีวิตของชาวนาลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมืองอินทร์บุรี  จังหวัดสิงห์บุรี เริ่มดำเนินไปพร้อมแสงทองแสงแรกที่ส่องมาเยือนโลก  เด็กชายแสวง ลูกอินทร์ ในวัยเด็ก สำนึกรู้ว่า พ่อแม่ต้องยากลำบากด้วยต้องหาเลี้ยงลูกๆหลายคน ที่ล้วนแล้วแต่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตทั้งสิ้น ทำให้เด็กชายแสวง  ลูกอินทร์  เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้หน้าที่ของตนเองเกินกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน 

                     การศึกษา ที่โรงเรียนวัดศรีสำราญ เมื่อ เกือบ ๖๐ ปี ก่อน เด็กชายแสวง มีความสนใจในการศึกษา  ทั้งในตำรา และในชีวิตจริงที่เป็นความรู้นอกเหนือจากในตำรา  เขาได้ติดตามรุ่นพี่ๆ ไปเข้าโรงเรียน ได้ฝึกอ่านเขียน จนได้เลื่อนชั้นไปพร้อมรุ่นพี่ๆ  ทั้งๆที่อายุน้อยกว่าใครๆในรุ่นเดียวกัน     ยามว่าง ก็ช่วยพ่อและแม่ จูงควายไปเลี้ยงกลางทุ่งนา  พามันกินหญ้า  ยามเย็นก็ขี่ควายลงน้ำที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ก็ได้อาบน้ำ เล่นน้ำ ไปพร้อมกับเจ้าทุย  และได้คติธรรม ได้หลักคำสอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการไปเลี้ยงเจ้าทุยนี้เอง   เป็นความฉลาดนอกตำรา  ที่ไม่มีใครตามมาให้ใบปริญญาบัตร   แต่ เด็กชายแสวง  ลูกอินทร์ นำมาใช้ได้จริง  เป็นประโยชน์ต่อการวงการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา  นี่คือ ปริญญา ที่มีค่าควรแก่การจดจำ  แต่บุคคลทัวไปอาจมองไม่เห็น

                    "พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์) " อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หรือ เด็กชายแสวง แห่งเมืองอินทร์บุรี ในกาลก่อน  ได้เคยเมตตาเล่าให้บรรดาศิษย์ฟังว่า  " สมัยยังเป็นเด็ก อาตมาชอบขี่ควายลงน้ำ มันทำให้รู้นิสัยของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวว่าตัวไหน ควรบังคับมันอย่างไร เราจะรู้ได้ดี ก็ตอนขี่หลังเจ้าทุยลงน้ำนี่แหละ  สัตว์มันก็เหมือนคนเราในบางขณะ  บางคน ในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ชอบไม่เหมือนกัน คิดเห็นไม่เหมือนกัน  เจ้าทุยบางตัวก็ฝึกง่าย เชื่อง และเหมือนจะพูดภาษาคนรู้เรื่อง ในขณะที่บางตัวก็ไม่สามารถจะฝึกได้เลย"

                    ปลายฝน  ต้นหนาว  ช่วงปิดภาคเรียนคุณแม่เสมอ ลูกอินทร์ ก็ได้นำเด็กชายแสวง มาฝากไว้กับหลวงน้า ที่วัดศรีสำราญ ได้ฝึกวิถีชีวิตตามระบบ ระเบียบ แบบแผน ของพุทธบุตร ตั้งแต่อายุ ได้ ๙  ขวบ  สาเหตุที่มาเป็นเด็กวัด เพราะหลวงน้าไปขอกับคุณแม่ว่า อยากได้ลูกศิษย์วัดสักคน ขอลูกชายของแม่เสมอสักคนจะได้ไหม   ซึ่ง โยมแม่ก็ถามความสมัครใจของลูก มิได้บีบบังคับแต่ประการใด    นับเป็นการเริ่มเข้าสู่วิถีชีวิตของความเป็นพุทธบุตร นับตั้งแต่อายุได้ ๙ ปี อย่างเป็นทางการ ของเด็กชายแสวง  ลูกอินทร์  หรือ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺสโก) อธิการบดี ลำดับที่ ๔  แห่งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย


                 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น