วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

เทียน มมร (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย)

                                      เทียน
                
                       กลางความมืดยืดยาวหนาวฉะนี้
                               เทียนริบหรี่ดวงหนึ่งพึ่งทอแสง
                               จากดวงหนึ่งจุดต่อไปไฟจึงแรง
                               แม้ลมแกล้งก็มิหวั่นอันตราย

                               แสงเทียนทองส่องสว่างทางชีวิต
                               ส่องความคิดความรู้ครูทั้งหลาย
                               จากหัวใจใสสว่างงามพร่างพราย
                               จุดประกายการศึกษามหาชน

                               เทียนยอมรัอนยอมไหม้เพื่อให้แสง
                               ยิ่งไฟแรงยิ่งสลายละลายหล่น
                               น้ำตาเทียนเทียบค่าน้ำตาคน
                               อุทิศตนมิได้หวังในรางวัล

                               เทียนคือครูผู้ให้ไฟชีวิต
                               ให้ความรู้คู่ความคิดแก่ศิษย์ขวัญ
                               จงให้แสงแรงกล้าร่วมฝ่าฟัน
                               จงพร้อมกันจุดบูชาค่าของครู

                                   บทกวี ของครูกลอน รศ.นภาลัย(ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา


                                   ๑๑๙ ปี (จวบ ๑๒๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖) แห่งการเติบโตของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)  หากนับเป็นอายุของคน ก็เป็นที่สุดของอายุขัยมนุษย์ที่จะพึงมีได้ในยุคนี้  หากเป็นต้นไม้ใหญ่  ก็เป็นต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาแก่ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาได้หยุดพักอาศัยคลายร้อน คลายเหนื่อย
                      บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้มีคุณูปการมากมาย เกินกว่าที่จะเอ่ยนามท่านหนึ่งท่านใด พระองค์หนึ่งพระองค์ใดได้   เพราะท่านเหล่านั้น เป็นผู้มีคุณต่อการศึกษาของ  มหามกุฏราชวิทยาลัย อย่างชนิดทุ่มเทแล้วทั้งชีวิต  จิตใจ  จึงไม่เป็นการสมควร ที่จะกล่าวนาม หรือกล่าวพระนาม เพียงท่านหนึ่งท่านใดได้ เพราะบูรพาจารย์ ทุกๆท่าน ล้วนมีคุณต่อศิษย์เกินกว่าจะพรรณนา   "เพราะมี  มมร  จึงมี  เรา"  
                 
                     "มีวันนี้ เพราะ...เรามีครูดี"      
                     "มีวันนี้ เพราะ...ครูให้"
                     "มีวันนี้ เพราะ...ครูทุ่มเทจิตใจ" 

             ในวันนี้ เราจึงได้มากราบ  ระลึก พระคุณครู

                  เนื่องในวันครู  ๑๖  มกราคม  ๒๕๕๖
มวลหมู่ศิษย์  ขอประนมกร  ก้มกราบ  อภิวาท  บูรพาจารย์
                       ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแก่ศิษย์ 
                ผู้สร้าง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  
                      และคุณครูทุกๆท่านที่เคยสั่งสอนวิชา
              และ บิดามารดา ผู้ซึ่งเป็น ครูคนแรกของบุตร

               ปาเจรา  จริยา  โหนติ   คุณุตตรา  นุสาสกา

                                



          


วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สาส์นจากอธิการบดี ทำด้วยใจ ทำด้วยปัญญา และทำด้วยธรรม

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย    
ตอนที่ ๑๑   สาส์นจากอธิการบดี ทำด้วยใจ ทำด้วย     
                  ปัญญา และทำด้วยธรรม
                บ้านเกิดของพระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)
อยู่ที่ตำบลน้ำตาล  อำเภออินทร์บุรี  จังหวัดสิงห์บุรี  หน้าบ้านหลังคามุงใบจากหลังนั้น มีท่าน้ำ นั่นคือ แม่น้ำเจ้าพระยา  วิถีชีวตในวัยเด็ก จึงได้ใกล้ชิดธรรมชาติ  ธรรมชาติสอนให้คนเป็นคนแกร่งกล้าเสมอ  จำนวนประชากรในสมัยนั้นยังไม่มากเท่าไหร่  แต่ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๕)  มีจำนวนประชากร ในตำบลน้ำตาล ๙๑๙ หลังคาเรือน นับเป็นจำนวนที่มากพอสมควร

                     เมืองอินทร์บุรี  แต่เดิม เป็นเมืองเก่า ที่ไม่ขึ้นกับสิงห์บุรี เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน จากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่าเคยมีชุมชนอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยทวาราวดี เมื่อราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ มีการพบวัตถุโบราณหลายชนิดที่แหล่งโบราณคดีบ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี
                     ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองอินทร์บุรี ยังเป็นเมืองหน้าด่าน ที่ใช้สกัดกั้นทัพของข้าศึก คนเมืองอินทร์บุรีจึงเป็นนักรบในสายเลือด รบกับผู้รุกราน รบกับ กิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ

                     พระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์) อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  พระผู้มาจากเมืองอินทร์ มาพลิกฟื้นผืนดินที่ธรณีสงฆ์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม ณ ท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม  ด้วยความมุ่งมั่นของความเป็น ศิษย์เก่า มมร รุ่นที่ ๒๖ คนหนึ่ง  เป็นการตอบแทนพระคุณของสถาบัน นำกองทัพธรรม ในโครงการย้าย มมร  จากวัดบวรนิเวศ มายัง ศาลายา  เพื่อความเจริญเติบโต และรองรับอนาคตที่ มมรจะต้องก้าวไกลไปกว่าเดิมอย่างแน่นอน 

                   สาส์นจากอธิการบดี ลำดับที่ ๔ แห่ง มมร

                             " ศาลายา" เป็นคำที่ทำให้ชาว มมร และผู้ที่ให้การสนับสนุน มมร ทุกท่าน ได้รู้จักเป็นอย่างดี  เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๘   เวลา ๑๔.๓๐ น.  ด้วยระยะทาง ๒๖ กิโลเมตร ห่างจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  วัดบวรนิเวศวิหาร  เลขที่ ๒๔๘ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ  เขตพระนคร  กรุงเทพมหานคร  ๑๐๒๐๐    
                   ใช้เวลานั่งรถ ๒๐ นาที บนถนนบรมราชชนนี ถึงพุทธมณฑล เลี้ยวเข้าถนนศาลายา - นครชัยศรี   เข้าสู่บ้านเลขที่  ๒๔๘  (จะสังเกตเห็นว่า ได้บ้านเลขที่เดียวกับ มมร เดิม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นความบังเอิญที่มิมีผู้ใดบังคับให้ได้เลขที่นี้แต่อย่างใด)    หมู่ที่  ๑  บ้านวัดสุวรรณ  ถนนศาลายา - นครชัยศรี  ตำบลศาลายา  อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม
๗๓๑๗๐

                                   วันที่ ๑ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๘  เวลา  ๑๔.๓๐ น. เป็นวันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  องค์ประธานอำนวยการโครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  ฝ่ายคฤหัสถ์  ได้เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ "โครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย"    ณ  บริเวณหน้าธรรมสถานสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร)  และโครงการนี้
 เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  องค์นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทรงเป็นประธานอำนวยการโครงการฯ ฝ่ายบรรพชิต  พระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก) เป็นผู้คิดวางผังแม่บทโครงการนี้ เป็นเบื้องแรก  นับเป็นความปีติใจของตนอย่างยิ่ง      

                           จากวันนั้น ๑ ตุลาคม  ๒๕๔๘  ถึงวันนี้  มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  ได้สถานที่ตั้งส่วนกลางแห่งใหม่  สร้างแล้วเสร็จประมาณ ร้อยละ ๘๐  สามารถใช้ประกอบพิธีประทานปริญญาบัตรได้แล้ว หลายครั้ง  ทำการเรียนการสอนได้ทั้ง ปริญญาตรี  ปริญญาโท  และปริญญาเอก 

                อาคารสถานที่จากโครงสร้างผังแม่บทในแผนงาน  ๒๕  อาคาร  ได้สร้างแล้วเสร็จ ๑๓ อาคาร  ใกล้แล้วเสร็จอีก ๔ อาคาร และเริ่มก่อสร้างอีก  ๔  อาคาร    อนึ่ง  ขณะดำเนินการก่อสร้างอยู่ และขณะเริ่มใช้งานอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว  อาคารสถานที่แห่งใหม่นี้ก็ได้มีโอกาสสนองงานสำคัญๆ เช่น
                - จัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม  ๒๕๕๑ 
                -  งานรับเสด็จฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ถึง ๓  ครั้ง
                -  งานมอบทุนเล่าเรียนหลวงพระราชทานสำหรับพระสงฆ์ไทย       
                - งานถวาย/มอบรางวัล "พุทธคุณูปการ"  ผู้ทำคุณประโยชน์ ของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฏร
                - งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาทั่วประเทศ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  
                - งานพิธีประทานปริญญาบัตร มมร 
                - เป็นศูนย์พักพิงบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบอุทกภัยเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๔(ผู้เขียน - ครุ  ตักน้ำ   เพิ่มเติม)

                   ความสมบูรณ์ของหน้าที่อธิการบดีที่วางแผนงานไว้อีก ๒ ปี คือ การก่อสร้างหอประชุมเฉลิมพระเกียรติสิรินธร สร้างเสร็จ ก็จะได้มีการเปิดหอประชุมโดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  องค์ประธานอำนวยการโครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ฝ่าย คฤหัสถ์    เพื่อเสด็จฯทรงเปิดอาคาร   ก็จะถือว่างานที่ภาคแรก ที่ได้รับมอบหมายถึงความสำเร็จสมบูรณ์

                  เนื้อที่ ที่ธรณีสงฆ์วัดมกุฏกษัตริยาราม  ๑๘๐ ไร่ แม้ว่าจะน้อยสำหรับการจัดการศึกษาในอนาคต   แต่ก็ได้วางแผนผังอาคารสถานที่ไว้เหมาะสมในปัจจุบันและแผนผังในอนาคตอีกไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี  หากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลและประชาชนอีก  ประมาณ  ๔๐๐ ล้านบาท

                การดำเนินการก่อสร้างอาคารสถานที่ที่กำหนดไว้ตามผังแม่บทแรกนี้   บริหารงานตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐  กำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ   มีภาระงาน  ๔ งาน คือ
               -  งานผลิตบัณฑิต
               -  งานวิจัย
               -  งานบริการวิชาการแก่ชุมชน
               -  และงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้จัดการศึกษาเพื่อพระภิกษุสามเณร  แม่ชี  และคฤหัสถ์ทั่วไป    มมร มีหน่วยงานจัดการศึกษา รวม  ๒๗ หน่วยงาน  ทั้ง ๔ ภูมิภาคทั่วประเทศ      ประกอบด้วย
                 ๑ ส่วนกลาง(สองที่ตั้ง)
                 ๗  วิทยาเขต
                 ๓  วิทยาลัย
                 ๑๑ ศูนย์การศึกษา
            และ  ๔  ห้องเรียน

                 ได้รับหน้าที่เป็น อธิการบดี รูปที่ ๔  ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม 
พ.ศ. ๒๕๕๐  ด้วยหลักการ      ๓  ส.  คือ
                 สืบสาน
                 สร้างสรรค์
    และ       ส่งเสริม

                                 ตลอดระยะเวลางาน ที่ได้สนองงานตอบแทนพระคุณสถาบันที่ได้เรียนสำเร็จเป็นศิษย์เก่า  มมร  รุ่นที่  ๒๖  คนหนึ่ง   ด้วยความมุ่งมั่นจะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด   บริหารงานตามหลักพุทธธรรมนำความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ   ตามคติการทำงาน 
               "ทำด้วยใจ  ทำด้วยปัญญา   และทำด้วยธรรม"

     "ทำให้ชื่อว่าทำอยู่  ทำเอาชื่อว่าทำสูญ"   เป็นคติธรรมที่เกิดขึ้นจากการได้รับหน้าที่ให้ดำเนินการโครงการย้าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นี้     

                และวันนี้  หน้าที่นั้น ก็ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ

                                          พระเทพปริยัติวิมล
                                             อธิการบดี
                                มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
                                           ๗ เมษายน  ๒๕๕๔
                                    (ครบรอบอายุวัฒนมงคล  ๖๐ ปี )

                 สายลมปลายพรรษาพัดแผ่วมา  การอยู่จำพรรษา ยังมีวาระ  การทำงานของผู้คน กำหนดอายุวาระ  แต่การทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา
ของ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลุกอินทร์)  ผู้มาผลิกผืนดิน
ศาลายารูปนี้  ไม่มีกำหนดวาระในทางปฏิบัติ    เพราะสิ่งที่ทำด้วยหัวใจ  กระทำมานะบากบั่นมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งที่ยังไม่มีปัจจัยใดใดเลย  ฟ้าดิน ย่อมเป็นพยาน
                คำกล่าว ในสาส์น เมื่อ วันคล้ายวันเกิด ๗ เมษายน ๒๕๕๔  ที่พระเดชพระคุณ อธิการบดี บอกว่า

              "ทำให้ชื่อว่าทำอยู่  ทำเอาชื่อว่าทำสูญ...  เป็นคติเกิดขึ้นจากการได้รับหน้าที่ให้ดำเนินการโครงการย้ายฯ  นี้  และวันนี้ หน้าที่นั้น ก็ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ"

              มวลหมู่ศิษย์ ก็อยากจะบอกเหลือเกินว่า  ใช่...หน้าที่นั้นได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ   แต่วันนี้  มมร ตอบแทนคุณของท่าน ด้วยการให้ท่าน เป็นจำเลยสังคม   การต่อสู้ เพื่อรักษาความซื่อสัตย์สุจริตของท่านถูกกล่าวหา   แม้งานสถาปนา มมร ๑๑๙ ปี  ที่ท่านสร้าง มมร ศาลายา มากับมือ  ก็ยังไม่มีโอกาสได้รับเชิญให้กลับไป  นี่คือความใจร้าย และ อยุติธรรม ของจริง  การเปิดใจชี้แจงกันไม่เพียงพอสำหรับวันนี้   ดีชั่ว ถูกผิด  ทุกอย่าง ทุกคน ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ

             " ฝูงชนกำเนิดคล้าย  คลึงกัน
               ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ  แผกบ้าง
               ความรู้อาจเรียนทัน   กันหมด

               เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง  ห่อนแก้  ฤาไหว"

     พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

            " Born men are we all and one
               Brown black by the sun culture
               Knowledge can be done alike
               Only the heart fiffers from men to men."













                          



                   

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชุมพงศาวดาร ถึงบูรพาจารย์วัดสังฆราชา และมหามกุฏราชวิทยาลัย

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย  
               ตอนที่ ๑๐  ประชุมพงศาวดาร ถึงบูรพาจารย์วัดสังฆราชา(ที่สอง)

              "ประวัติศาสตร์ ย่อมซ้ำรอยเก่าเสมอ"   เป็นคำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ ที่นักศึกษาประวัติศาสตร์ มืออาชีพ และมือสมัครเล่น ไม่เคยปฏิเสธ  ที่ใดมีความเจริญสูงสุด ความเสื่อมก็ย่อมมีตามมา   พลุ เมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ส่องสว่างแล้ว ก็ย่อม ดับสลายลง  
                   ฉันใดก็ฉันนั้น   ในประวัติศาสตร์  ชีวิตของเอกบุรุษ ผู้ทำคุณความดี หลายๆท่าน ไม่อาจมองเห็นผลของความดีของตนได้ ในช่วงชีวิตของตนเองที่มีลมหายใจอยู่   ต่อเมื่อตายไปแล้ว ต่อเมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน ความดีจึงปรากฎในภายหลัง กลายเป็นตำนาน ที่เล่าขานสืบต่อมา
                 
                   เมื่อวันที่  ๑๒  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๗๕  หรือเมื่อ ๘๐ ปีที่ล่วงมาแล้ว(นับถึง พ.ศ. ๒๕๕๕)  เป็นวันพระราชทานเพลิงศพของพระยาสุจริตธรรมพิศาล(ละออ แพ่งสภา) ผู้เป็นบุตรของมหาอำมาตย์ตรี พระยาเกษมศุขการี (คลับ แพ่งสภา) อธิบดีศาลแพ่งคนแรกของประเทศไทย 
                  หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน มีคุณค่าควรแก่การศึกษายิ่ง เพราะนั่นคือ การนำตอนหนึ่งของพงศาวดาร ที่จารึกประวัติของท่านผู้ทำคุณความดีให้แผ่นดิน มาประกาศให้โลกรู้      แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  ท่านผู้มีคุณต่อแผ่นดินขณะมีชีวิต กลับอยู่อย่างระทมขมขื่นใจยิ่ง ตกเป็นจำเลยสังคม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้   ติดคุกยังมีวันออก แต่การเป็นจำเลยสังคม  แม้ตัวตายไปแล้ว ก็ไม่อาจรู้ได้ว่า จะได้หลุดพ้นจากการเป็นจำเลยสังคม ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อใด
                   ตระกูลแพ่งสภา เป็นตระกูลใหญ่ ที่สืบเชื้อสายมาจาก "พระยาสรรคบุรี"   นักรบสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นนักรบของพระเจ้าตาก เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถูกพม่าตีแตก  (หากมองจากประวัติศาสตร์ ชาติไทยของเรา  เราถูกข้าศึกรุกรานได้ จนกระทั่งเสียกรุง ก็เพราะ คนไทยด้วยกันเอง ขายชาติ  เห็นแก่สินจ้างรางวัล และตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์สิ่งเหล่านี้มันล่อใจ จนกล้าเนรคุณแผ่นดินเกิด แผ่นดินที่ให้ที่อยู่ที่อาศัย )  แต่ก็ยังมีนักรบผู้กล้าเหล่านี้ ได้มารวมตัวกัน ช่วยพระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้บ้านเมืองจนสำเร็จ

                  ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐  ได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วมา  เมื่อการสิ้นไปของชีวิตนักกฎหมายผู้ดำรงความยุติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ พระยาสุจริตธรรมพิศาล(ละออ แพ่งสภา)  คุณหญิงสวาสดิ์ สุจริตธรรมพิศาล  ได้ขอให้ พันโทพระอินทร์ สรศัลย์(สอาด แพ่งสภา ยศในขณะนั้น)  เจ้ากรมขนส่งทหารบกคนแรกของประเทศไทย (นักเรียนนายร้อยเยอรมัน รุ่นเดียวกับ พระบรมราชชนก สมเด็จพระมหิตลา
ธิเบศร อดุลยเดชวิกรม)  ผู้ซึ่งเป็นน้องชาย ไปแจ้งความร้องขอต่อราชบัณฑิต เพื่อขอคัดสำเนาประชุมพงศาสดาร ภาคที่ ๖๐ (โกศาปาน ไปฝรั่งเศส ภาค๔) เพื่อนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของพระยาสุจริตธรรมพิศาล
                   ก่อนที่จะเปิดอ่านพงศาวดาร ( ตอน พระยาโกศาปาน ไปฝรั่งเศส ซึ่งมีข้อความสำคัญในส่วนท้ายประวัติชีวิตของท่าน ที่ทำให้อ่านแล้ว ต้องอึ้ง และนึกไม่ถึงสำหรับท่านผู้ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ในส่วนนี้มาก่อน )    บูรพาจารย์ของวัดฆังฆราชา(ที่สอง) ก็แว่บเข้ามาอย่างประสานสอดคล้องกันในห้วงมโนสำนึกของผู้เขียน

                   วัดสังฆราชา(ที่สอง) มหาอำมาตย์ตรี พระยาเกษมศุขการี (คลับ แพ่งสภา)  ได้ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติของวัดว่า  ท่านเป็นบูรพาจารย์ท่านหนึ่ง (ฝ่ายฆราวาสคนเดียวของวัด)  พ.ศ. ๒๔๐๖ - ๒๔๗๕  ที่มีคุณูปการต่อวัดสังฆราชา เป็นอย่างยิ่ง  เพราะท่านคือ ผู้บริจาคที่ดินให้วัด ซึ่งอยู่ในเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๑ ไร่ ๑  งาน  ๔๙ ตารางวา  และยังเป็นผู้ทำนุบำรุงวัด มาโดยตลอด และมีสายสัมพันธ์อันดี คุ้นเคยสนิทสนมกับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส อีกด้วย 
                   ความคุ้นเคยกับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ นี้ ผู้เขียน เคยได้รับความเมตตา บอกเล่าจาก คุณสรศัลย์ แพ่งสภา (หลานปู่ ของพระยาเกษมศุขการี) เมื่อครั้งที่ผู้เขียน ไปกราบเยี่ยมท่านในฐานะญาติผู้ใหญ่ ที่บ้านย่านบางกระบือว่า ย่าไผ่ (คุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี) เป็นสตรีที่ถวายตัวอยู่ในรั้วในวังตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น จึงไม่เป็นข้อสงสัยอันใด ที่ท่านจะคุ้นเคยกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส

                  เอกสารของกระทรวงนครบาลในยุคนั้นกล่าวถึงการเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธียกช่อฟ้าของ "วัดสังฆราชาราษฎรบำรุง" (ชื่ออย่างเป็นทางการ) ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในครั้งนั้นว่า    เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน  พ.ศ. ๒๔๖๗  เวลา ๐๘.๓๐ น. (ก่อนเที่ยง) พระองค์ได้เสด็จมางานยกช่อฟ้าอุโบสถวัดสังฆราชา และประทับอยู่จนเวลา ๕ นาฬิกา(หลังเที่ยง) จึงเสด็จกลับโดยรถไฟ   คราวนั้น พระครูผ่อง เจ้าคณะแขวงพร้อมด้วยคณะสงฆ์ ข้าราชการและประชาชน โดยการนำของรองอำมาตย์เอก หลวงขจรบุรี นายอำเภอมีนบุรี ได้เฝ้ารับเสด็จอยู่ตลอดเวลาจนถึงเวลาเสด็จกลับ
                ความเชื่อมโยงของวัดสังฆราชา กับพระยาเกษมศุขการี(คลับ แพ่งสภา) เป็นเพราะท่านได้ถูกจารึกชื่อให้เป็นบูรพาจารย์อันดับหนึ่งของวัดสังฆราชา  และหากท่านใดที่เรียนกฎหมายและเรียนประวัติศาสตร์ คงทราบดีว่า พระยาเกษมศุขการี(คลับ แพ่งสภา) ท่านนี้  คือ หนึ่งในผู้พิพากษาศาลพิเศษ(ผสม) ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ได้ตัดสิน ว่าความคดีบันลือโลก  นั่นคือคดี  " พระยอดเมืองขวาง"  เจ้าเมืองคำมวน แห่งทุ่งเชียงคำ  ที่สุดท้ายไทยต้องทนอัปยศ ยอมติดคุก เพื่อรักษาชาติ ทั้งที่เรา "ไม่ผิด" จนถึงกับทำให้ พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ทรงพระประชวรด้วยความเสียพระทัย     คุณปู่สรศัลย์ แพ่งสภา เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า  เจ้าคุณปู่ (พระยาเกษมศุขการี) ถึงกับ หลั่งน้ำตาลูกผู้ชาย เมื่อไทยแพ้คดี
ชาติมหาอำนาจในแถบอินโดจีนอย่างเช่นฝรั่งเศสในครั้งนั้น


             สายลมหนาวยามดึกพัดเยือน ปลายฝนต้นหนาว คราวใกล้ออกพรรษาอย่างนี้  ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะยอดดอย อากาศเริ่มหนาวเย็น  แสงไฟริบหรี่ ในกระท่อมน้อยของชาวไร่บนดอยสูง เริ่มปิดสนิทไปทีละหลังสองหลัง  ทีละดวงสองดวง  จนเหลือแต่โคมไฟบนโต๊ะทำงานของผู้เขียน ที่ยังไม่ยอมหลับยอมนอน     กองหนังสือ ที่สูงท่วมหัวบนโต๊ะ เริ่มทยอยไปจัดระเบียบอยู่ในตู้ เหลือไว้เพียงตำราบางเล่มที่ต้องการใช้ในงานค้นคว้า ในเหตุการณ์ปัจจุบันเท่านั้น   

           ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐ ตอน โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๔  ยังอยู่ในมือ  คดีพระยอดเมืองขวางยัง วางอยู่ข้างๆกัน 

           " การชิงตายเสียก่อนของท่านผู้ทำประโยชน์ให้แผ่นดิน ที่ถูกเข้าใจผิด นับเป็นการดี" 

         " การถูกใส่ร้าย การถูกลงโทษ การถูกตัดหัวเสียบประจาน ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส นับเป็นความขมขื่นที่สุดจะบรรยาย"

         "บรรพบุรุษผู้มีคุณต่อแผ่นดิน ไยต้องมาจบชีวิตลงด้วยความน่าทุเรศสงสารถึงเพียงนี้หนอ"

         "ผู้ทำให้ชาติเจริญอย่างท่านราชทูต(โกศา ปาน) นี้  บางทีต้องได้รับความลำบากต่างๆนาๆ แทนที่จะได้รับคำขอบใจ  คนอื่นๆพากันไม่รู้ไม่เห็นในความดีความอุตส่าห์พยายามของตน   ต้องต่อให้พ้นสมัยของท่านผู้นั้นนานๆหลายชั่วคน ถึงจะหยั่งรู้ในกิจประวัติคุณความดีของตน"

         "ฉะนี้ จึงส่อให้เห็นว่า ยุติธรรมของโลกนี้ยังพร่องมาก  มนุษย์เรามีหวังจะได้รับอย่างเต็มที่ ก็แต่ในปรโลก   เมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นประธานทรงชี้บาปบุญคุณโทษโดยเที่ยงธรรมไม่เข้าใครออกใครเลย"

         "ฉะนี้ ให้ตนเพียรทำแต่คุณความดีเทอญ  คนอื่นจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง สักวันหนึ่งพระคงเห็น และรางวัล  ตามความชอบของตน"
                    ฟ. ฮีแลร์  วันที่ ๕  พฤษจิกายน  ค.ศ. ๑๙๒๓
      (จบตอน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐ ตอน โกศา ปาน ไปฝรั่งเศส)


............." ฉะนี้  ให้ตนเพียรทำแต่คุณงามความดีเถิด คนอื่นจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง  สักวันหนึ่งพระคงเห็น  แต่ถ้าพระไม่ยุติธรรมเสียเอง  ก็............
เอวัง  โหตุ..........ให้กฎแห่งกรรมตัดสิน ในปรโลก"
                
                 ศิษย์ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)
      อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ตกเป็นจำเลยสังคม
                                ๒๑  ตุลาคม   พ.ศ.  ๒๕๕๕


             



















วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แรม สิบห้า ค่ำ เดือน สิบ บุญสารทนี้ อุทิศแด่ บูรพาจารย์

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย 
              ตอนที่ ๙  แรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ บุญสารทนี้ อุทิศแด่ บูรพาจารย์

                             ดวงจันทร์ ดวงดาว บนท้องฟ้าค่ำคืนนี้ ช่างดูมืดมิด มีเพียงแสงดวงดาวริบหรี่ ส่องประกายกระพริบอยู่บนห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น  เสียงลมพัดทิวสนสองใบบนยอดดอย ที่เริ่มอากาศหนาว ดังหวีดหวิว  การเดินตามทางในยามค่ำมืด ช่างน่ากลัวจริงๆสำหรับคนไม่คุ้นเคย เหมือนคนตาบอดคลำทาง ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร จะมีหุบเหว หรือว่ามีสัตว์ร้ายคอยอยู่หรือเปล่า
                            แสงไฟจากกระบอกไฟฉาย ของคนผู้เดินตามมาส่องสว่าง ทำให้ใจชื้นขึ้น แสงไฟนี้ ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนเปรียบเสมือนว่า เป็นแสงแห่งพระธรรม ที่ส่องนำทางชีวิต  ชีวิตคนเรา หากไม่มีธรรมเป็นเครื่องนำทาง หรือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็จะเคว้งคว้าง ตอนมีชีวิตอยู่ก็อยู่อย่างไร้ทิศทาง  ยามละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะมืดมิด ไม่อาจรู้ได้เลยว่าดวงวิญญาณจะเดินไปสู่หนทางใด  ความน่ากลัว  ความหวาดหวั่น จะทับทวี ยิ่งกว่าการเดินทางยามค่ำคืนเช่นนี้
                           ศิษย์ แห่ง มหามกุฏราชวิทยาลัย ที่พากันมาปลีกวิเวก หลบเร้นความวุ่นวายทางโลกชั่วขณะ ณ วัดป่าบนภูผาสูงทางแถบอีสานเหนือ ไม่เคยลืมคำสอนของคุณครูบาอาจารย์  "คิดสุข ก็สุข  คิดทุกข์ก็ทุกข์"  โลกนี้จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยสักสิ่งอย่าง   การตรึกทบทวนคำสอนในระหว่างการเดินจงกรมบนลานหิน ณ ค่ำคืนที่เงียบสงบ  ช่างเป็นความสุขอย่างยิ่ง  เสียงหรีดหริ่งแว่วมาขับกล่อม ลมกลางคืนพัดโชยมาค่อยบ้าง แรงบ้าง เป็นระยะ แต่สร้างความสดชื่นให้หัวใจนักปฏิบัติธรรมสมัครเล่น ซึ่งก็สมัครเล่นมาหลายภพหลายชาติแล้ว ไม่เอาจริงสักที 

                          สายลมหนาวพัดมาแผ่วๆ  แว่วคำของพระอาจารย์ผุดขึ้นกลางใจว่า "อธิษฐานหลุดพ้นในชาตินี้เสียเลย อย่าวนเวียนอีก"  โอ้.....ท่าหยั่งลงมหาสมุทรคือพระนิพพาน ต้องใช้ใจอันหลุดพ้น  ขอหยุดกังวลเพียง ณ ปัจจุบัน เพื่อตามดูจิต ในขณะลมหายใจเข้าออก เพียงเท่านี้ก่อนนี้เถิด สาธุ

                         ผ่านพ้นการปลีกวิเวกประจำปีของ ศิษย์เก่า มมร กลุ่มเล็กๆ ชีวิตก็หวนคืนสู่ปกติที่ต้องทำมาหากิน ประกอบอาชีพสุจริตในทางโลก เพื่อหาปัจจัยจำเป็นมาหล่อเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัว  ในวันสารท เดือนสิบ เป็นวันประเพณีของชาวไทยพุทธอีกวันหนึ่ง ที่ทำบุญถึงบรรพบุรุษ และอุทิศให้กับวิญญาณทั่วไปที่ไม่มีญาติ ให้ได้รับส่วนของบุญกุศล  
                         ในวันที่ ๑ เดือนตุลาคม ของทุกปี จะเป็นวันครบรอบวันสถาปนา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทั้งโลกและทางธรรมให้กับพวกเรา ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งปีนี้ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕  มมร ครบรอบ ๑๑๙ ปี แห่งการ
สถาปนา  การทำบุญถวายบูรพาจารย์ และการมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ก็ได้กระทำเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ซึ่งเป็นการกระทำที่ควรค่าแก่การอนุโมทนาสาธุการยิ่ง

         ประเพณีสารทไทย วันแรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ  

                   ประเพณีสารทไทย มีมานาน ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามหลักฐานในหนังสือ ของนางนพมาศ ซึ่งสมัยนั้นศาสนาพราหมณ์ ได้แพร่หลายเข้ามา   และหนังสือ ชื่อพระราชประเพณีสิบสองเดือน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
         
            มีตำนานเล่าว่า
                        สมัยพระพุทธเจ้ามีพระนามว่าพระพุทธวิปัสสี ได้บังเกิดขึ้นในโลก มีพี่น้องสองคน ทำนาข้าวสาลีร่วมกัน คนพี่ชื่อ มหากาล  คนน้องชื่อ จุลกาล เมื่อข้าวสาลีตั้งท้อง มีลักษณะเป็นน้ำนม มีรสหวาน หอม อร่อย คนผู้น้องนามว่า จุลกาล เป็นผู้มองเห็นเนื้อนาบุญคือ พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก จึงได้ชักชวน มหากาล ผู้เป็นพี่ชาย ให้นำน้ำนมข้าวทำเป็นขนม ไปถวายพระ แต่พี่ชายเป็นผู้ไม่ศรัทธาในการบริจาคทาน จึงปฏิเสธ  และทำการแบ่งผืนนาที่มีข้าวสาลี ออกเป็นสองส่วน  เพื่อที่
จุลกาล จะได้นำข้าวในส่วนของตนไปทำอะไรก็ได้
                        จุลกาล จึงได้ตั้งใจนำข้าวสาลี มาผ่าเพื่อนำน้ำนมและแป้งในเมล็ดข้าวมาต้ม  เคี่ยวกับน้ำนมสด  ใส่เนยใส  ใส่น้ำผึ้ง  น้ำตาลทรายกรวด ตามตำนาน กล่าวถึงวิธีการนำน้ำนมข้าวออกจากเมล็ดข้าวว่าใช้วิธี "ผ่า"  ดูท่าว่า เมล็ดข้าวสาลี น่าจะมีขนาดใหญ่ ตามแบบเมล็ดข้าวสมัยโบราณ ที่เล่ากันว่ามีขนาดใหญ่ เมื่อเคี่ยวได้ที่แล้ว ก็มีกลิ่นหอม มีรสอันโอชะ  

                        เมื่อได้น้ำนมข้าวที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษนี้แล้ว  จุลกาลจึงได้นำขึ้นถวายแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งหมู่สงฆ์ และเมื่อถวายทานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จุลกาลได้กราบทูลความปรารถนาของตน ต่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า  "ด้วยศัพภสลีทานนี้ จงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมวิเศษก่อนชนทั้งปวง"  
                      ไม่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่จุลกาล ได้มีศัพภสลีทานนี้ต่อพระพุทธเจ้า เพราะทุกครั้งที่ได้ถวายทาน ไม่ว่าจะเป็นขณะข้าวตั้งท้องมีน้ำนมข้าว และระยะต่อมาข้าวเริ่มมีแป้งมากขึ้น เก็บเกี่ยวนำมาทำข้าวเม่า จุลกาลก็ได้กราบถวายทานเช่นนี้อีก และทุกๆครั้ง ข้าวในนา ก็มิได้ลดน้อยลงเลย กลับเจริญงอกงาม และเพิ่มปริมาณเป็นอัศจรรย์อีกด้วยรวมทั้งหมดที่จุลกาลได้ทูลถวายทานเช่นนี้ถึง ๙ ครั้ง  คือ ๑.ขณะข้าวตั้งท้อง  ๒.ขณะน้ำนมข้าวเริ่มเป็นแป้งแข็ง นำมาทำเป็นข้าวเม่า ๓.เมื่อเก็บเกี่ยว  ๔.เมื่อทำเขน็ด  ๕.เมื่อทำฟ่อน  ๖.เมื่อขนไว้ในลาน  ๗. เมื่อนวดข้าว  ๘. เมื่อรวมเมล็ดข้าว  ๙. เมื่อขนขึ้นยุ้งฉาง  ทุกๆครั้งก็ตั้งใจถวายด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยม และตั้งจิตปรารถนาเพื่อจะขอบรรลุธรรมวิเศษของชนทั้งปวง
                      จุลกาล เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยมสั่งสมมาหลายภพชาติ จนมาในชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมบังเกิดขึ้น จุลกาล จึงได้มาเป็น พระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรม สำเร็จมรรคผลก่อนเป็นบุคคลแรกในบรรดาพุทธสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

                      ประเพณีสารทไทย อาจแตกต่างกันออกไปในแนวปฏิบัติ ตามแต่ละภาค อย่างภาคใต้ก็จะทำในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบครั้งหนึ่ง  แรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ อีกครั้งหนึ่ง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษ และวิญญาณไร้ญาติทั้งหลาย    แต่โดยรวมก็เพื่อขอให้พืชผลบริบูรณ์ และอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษนั่นเอง

        สารทเดือน สิบ พ.ศ. ๒๕๕๕ ผลบุญนี้อุทิศแด่
                        บูรพาจารย์ มมร 

             โครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีความเป็นมาที่ เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ ที่หยั่งรากแก้วลงลึกแล้ว การเคลื่อนย้าย จึงมิใช่เป็นของง่าย
                มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เริ่มเปิดการเรียนการสอนเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อ ๖๖ ปีก่อน คือเมื่อ วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙  แต่การศึกษาที่แท้จริงที่เป็นรากเหง้าของมหามกุฏราชวิทยาลัย  ต้องเริ่มนับจาก การถือกำเนิดในฐานะเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรม คือเริ่มตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ (รศ. ๑๑๒) หากนับมาจนถึงวันนี้ ก็ครบวาระ  ๑๑๙  ปี  พอดี  นับเป็นสถาบันการศึกษาที่มีอายุยืนนานที่สุดของประเทศไทย
               สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำริจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานศึกษาของพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุต เมื่อ ๑๑๙ ปี ที่ล่วงมาแล้ว  ต่อมามหามกุฏราชวิทยาลัยได้เจริญเติบโต ทั้งทางด้านกายภาพ ด้านการบริหาร  ด้านวิชาการ และด้านการให้บริการแก่สังคม  ทำให้พื้นที่ที่มีอยู่เดิมในวัดบวรนิเวศวิหารไม่เพียงต่อต่อภาระงานที่ขยายขอบเขตกว้างไกลออกไปเรื่อยๆ เป็นการเติบโตที่รวดเร็วยิ่ง 

         โครงการย้าย มหาวิทยาลัย เดินต่อไม่ได้
                     ถ้าไม่มี งบประมาณ

             เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕  ในยุคที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์(ประจวบ กนฺตาจาโร) เป็นอธิการบดี มมร  ได้มีการทำโครงการย้าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ไปสร้างในพื้นที่ใหม่ ณ ท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม  
        
                พระราชเมธาภรณ์ (พระเทพปริยัติวิมล สมณศักดิ์ ณ ขณะนั้น) เป็นผู้ร่างโครงการ ริเริ่มการย้ายมหาวิทยาลัย  ใช้เวลาเพียง ๗ วัน โครงการยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ ก็สำเร็จ  แต่อุปสรรคก็คือ ไม่มีใครคิดว่า จะเป็นไปได้  เพราะ อะไรหรือ  ก็เพราะ ขาด "เงิน"
               ความมีหัวใจที่ไม่ย่อท้อ ของพระราชเมธาภรณ์ ทำให้การผลักดันโครงการ เป็นรูปธรรมขึ้นมาโดยลำดับ ใช้เวลาถึง ๔ ปี นับจากปี พ.ศ. ๒๕๔๔  จนรัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการย้ายมหาวิทยาลัย ตามที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเสนอ ด้วยการขับเคลื่อนของหมู่ที่มีความสามัคคี และการนำที่ดี ของแม่งานในขณะนั้น ซึ่งก็คือ พระราชเมธาภรณ์ (พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) )

      งบประมาณก้อนแรก เหมือนความฝัน
        .     รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ต่อเนื่อง ๓ ปี
                        ครั้งที่ ๑   จำนวน     ๘๕๔,๕๔๐,๐๐๐   ล้านบาท
                        ครั้งที่ ๒   จำนวน     ๑๖๐, ๐๐๐,๐๐๐    ล้านบาท
                        ครั้งที่ ๓   จำนวน     ๗๒๙,๔๔๘,๙๐๐  ล้านบาท

         ๒.      มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
                        ให้การสนับสนุน  จำนวน
                                                      ๕๗,๐๐๐,๐๐๐     ล้านบาท

        ๓.       พระเถระ  ศิษย์เก่า  องค์กรเอกชน  ประชาชนทั่วไป
                        ทั้งในและต่างประเทศ

                    
                           จากความฝัน ที่ร่างจากแผ่นกระดาษของพระราชเมธาภรณ์ (พระเทพปริยัติวิมล)   จากความมุมานะ ตั้งใจจริง ทั้งที่ไม่มีปัจจัยที่เป็นงบประมาณใดใดมารองรับ ใน ระยะ ๓ ปีแรก  ความอดทน
ความไม่ย่อท้อ  ความกล้าคิดใหญ่  และนำพาหมู่คณะออกจากทางตัน
ของพระรูปหนึ่ง ที่เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน เดินทางมาจากเมืองอินทร์บุรี  จนมาวันที่ ที่ได้มา พลิกผืนดิน ศาลายา  สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย

                          ผลบุญแห่ง ประเพณีสารท เดือนสิบ ขอน้อมถวายแด่
บูรพาจารย์ของ มมร ผู้ล่วงลับ กราบถวายต่อบูรพาจารย์ผู้ยังมีชีวิต  และ
กราบถวายแด่...  พระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)  พระผู้สร้าง มมร ศาลายา  ผู้ยังมีชีวิต  มีลมหายใจ  แต่ทว่า ท่านเหมือนได้ตายจากไปแล้ว จาก มมร  น้ำตาของลูกผู้ชาย ผู้ได้เคยชื่อว่า "หัวใจสิงห์" มันอาจรินไหล แต่ไม่ให้ใครเห็น    ความเป็นธรรมที่มีอยู่จริงเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจแทน

        พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีว่า...

" ถ้าหากรักษาความยุติธรรมได้ ในหน้าที่ผู้พิพากษา
และในหน้าที่พลเมืองดี ก็เท่ากับท่านได้ช่วยให้บ้านเมือง
รอดพ้นจากภัยอันตรายไปมาก  เพราะว่า สมัยนี้
        ความยุติธรรม ไม่ค่อยมี "

      ( พระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษา
           ประจำสำนักงานศาลยุติธรรมเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ
                      ก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล 
                           วันพุธที่  ๑๔  มีนาคม  ๒๕๔๔  )






                    









    
              

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สาธุ กเรยฺย สาธุโน ควรทำความดีเพื่อความดี

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดิน ศาลายา
 สู่มหามกุฏราชวิทยาลัย 

ตอนที่ ๘  สาธุ กเรยฺย สาธุโน  ควรทำความดีเพื่อความดี

                   
                     องค์พระพุทธรูป ปางโปรดสัตว์ ประทับยืนในอิริยาบถกำลังบทจร  พระกายตั้งตรงแสดงความมั่นพระทัย ไม่เอนเอียง  พระหัตถ์ยกตรงเป็นมุมฉาก (เป็นเครื่องหมายแห่งพระกรุณาธิคุณ) มีประภามณฑลสีทอง (เป็นเครื่องหมายแห่งพระปัญญาคุณ) ประทับบนดอกบัว ซึ่งมีกลีบสามชั้น (เป็นเครื่องหมายแห่งพระบริสุทธิคุณ) อันเป็นเครื่องหมายแห่งวัยทั้งสาม   ดอกบัวมีกลีบใหญ่ ๓๒ กลีบ หมายถึงอาการ ๓๒  และรวมทั้งกลีบเป็น ๔๐ กลีบ หมายถึงอารมณ์ของกัมมัฏฐาน ๔๐ ฐาน เป็นแปดเหลี่ยม เพื่อให้เชื่อมโยงถึงอริยมรรคมีองค์แปดประการ  
                   ความงามแห่งพุทธศิลป์ ที่ยังจำติดตา แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานถึง ๔๑ ปีแล้วก็ตาม   ในวันที่ ๑๖  กันยายน  พ.ศ. ๒๕๑๔  ซึ่งเป็นวันฉลอง ๒๕ ปี สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย วันนั้นมีการหล่อพระพุทธรูป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อ ณ บริเวณสภาการศึกษาฯ วัดบวรนิเวศวิหาร  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า "พระมงคลนิมิต" พร้อมทั้งพระราชทานธรรมภาษิตจารึกที่ฐานพระพุทธรูปว่า  " สาธุ กเรยฺย  สาธุโน"  ซึ่งมีความหมายว่า "ควรทำความดีเพื่อความดี"  ธรรมภาษิตนี้ ยังจำติดตา ติดใจ สามเณรเปรียญ สามเณรแสวง ธมฺเมสโก (ลูกอินทร์) นับตั้งแต่บัดนั้น จวบจนบัดนี้ 

              สาธุ กเรยฺย สาธุโน  ควรทำความดีเพื่อความดี เป็นคติธรรมประจำใจ และเป็นสิ่งยึดถือปฏิบัติของสามเณรจากเมืองอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ผู้นี้มาโดยตลอด  จวบจนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้อยู่ใกล้ชิดรับใช้บูรพาจารย์ ได้ซึมซับคุณธรรมความดีของท่านเหล่านั้น ยิ่งทำให้ธรรมสุภาษิตบทนี้ตอกย้ำเข้าไปในจิตใจและเชื่อมั่นในความดีที่ได้ตั้งใจกระทำเพื่อความดีนั้น อย่างไม่มีข้อสงสัยใดใด 
               
                ๔๑ ปีล่วงผ่านไปแล้ว ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ในยามช่วงปลายของวสันตฤดู  พระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง  ยืนสงบนิ่ง เหม่อมองไปยังพระพุทธรูปปางโปรดเวไนยสัตว์ อันมีนามว่า พระมงคลนิมิต
                ฐานแปดเหลี่ยมของพระพุทธรูป  เหลี่ยมด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระนามของพระพุทธรูป   เหลี่ยมที่สอง  ประดิษฐานหัวใจอริยสัจข้อแรก  เหลี่ยมที่สาม ประดิษฐานธรรมภาษิต " สาธุ กเรยฺย สาธุโน"  เหลี่ยมที่สี่ ประดิษฐานหัวใจอริยสัจข้อที่สอง  เหลี่ยมที่ห้า ประดิษฐานชื่อของผุ้สร้าง เหลี่ยมที่หก  ประดิษฐานหัวใจอริยสัจข้อที่สาม เหลี่ยมที่เจ็ด  ประดิษฐานตราของสภาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พร้อมทั้งวันเดือนปีที่สร้าง  เหลี่ยมที่แปด  ประดิษฐานหัวใจอริยสัจข้อที่สี่    ความงดงามนี้ ไม่เพียงงดงามด้วยพุทธศิลป์ ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยแก้ไขแบบหุ่นปั้นด้วยพระองค์เองเท่านั้น  แต่ทว่าความงามนี้มาจากภายใน งามมาจากหัวใจแห่งความระลึกรู้ว่า พระพุทธรูป พระมลคลนิมิต นี้ มีหลักธรรมอันประเสริฐขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานไว้   และความงามนี้ จะแผ่มายังผู้ประพฤติปฏิบัติทุกผู้คน ไม่จำกัดกาล  ไม่จำกัดฐานันดร

                 ผังเมืองใหม่ ของ มมร ศาลายา  เป็นรูปองค์พระปฏิมา  คุณค่าที่มาจากใจของผู้สร้าง  "อาตมาตั้งใจให้ พื้นที่ทั้งหมดของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ย้ายที่ตั้งใหม่ มาอยู่ ณ ท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมนี้ เป็นรูปองค์พระทั้งหมด  ด้านอาคารส่วนใน ซึ่งเป็นที่พัก จะเปรียบเสมือนเป็นฐานขององค์พระ   พื้นที่ส่วนถัดมา จะเป็นบริเวณองค์ลำตัว ซึ่งเป็นอาคารเรียน อาคารหอฉัน และส่วนต่างๆที่แทน พระหัตถ์ ซ้าย ขวา  พื้นที่ด้านบนสุด ในส่วนบริเวณด้านหน้า จะเป็นส่วนพระเศียรของพระพุทธรูป ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์ ซึ่งแทนส่วนที่สูงที่สุด ในส่วนนี้ด้วย"    นั่นคือความมุ่งมั่นตั้งใจ ของพระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์) อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตั้งแต่เมื่อครั้งยัง มีสมณศักดิ์เป็นพระราชเมธาภรณ์ ผู้ซึ่งวางรากฐาน ร่างโครงการย้าย มมร ให้มาเติบใหญ่ ณ ที่ธรณีสงฆ์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งก็คือที่ตั้งของ มมร ศาลายา นั่นเอง
วัดมกุฏกษัตริยาราม ผู้มองเห็นคุณค่าของการศึกษา และไม่คิดหากำไร กับการเก็บค่าเช่าที่ ธรณีสงฆ์ เพราะที่ดินผืนนี้ได้มาโดยศรัทธาของผู้บริจาคที่มองเห็นบุญ อันเกิดจากการเสียสละเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อการศึกษาของพระเณรและศิษย์ชายหญิงฆราวาสผู้สนใจใฝ่หาความรู้   เรียนรู้แล้วก็มาพัฒนาตน พัฒนาชาติ สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่  กราบขอบพระคุณคณะผู้บริหารผลประโยชน์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม ที่ยังดำรงรักษาคุณธรรมของบูรพาจารย์ ของท่านผู้บริจาคทรัพย์เป็นทานไว้ได้ด้วยดี ไม่คิดหาประโยชน์จากค่าเช่าที่ดินจนเกินควร เพื่อรักษาเจตจำนงแห่งการเสียสละเพื่อการศึกษา อันมีคุณค่าจะนับจะประมาณมิได้  ขอผลบุญนี้ จงได้รักษาคุ้มครองท่านและบุตรหลานตลอดจนชาติตระกูลสืบไป แม้ตัวท่านตายความดีนี้ก็จะดำรงคงอยู่

                    สาธุ กเรยฺย สาธุโน  ควรทำความดีเพื่อความดี






















วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ย้าย มหามกุฏราชวิทยาลัย มองจากใจ กตัญญุตา

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย
ตอนที่ ๗  ย้าย มหามกุฏราชวิทยาลัย มองจากใจ กตัญญุตา

                      "ขอนิมนต์ ท่านเจ้าคุณอย่าได้ ยกของหนัก อย่านั่งนานเกินไปนะขอรับ เส้นประสาทที่กระดูกสันหลังนี้ หมอแนะนำให้ทำการผ่าตัด"   ความเจ็บปวดรวดร้าว จากการที่เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกสันหลัง ของพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระเทพปริยัติวิมลนี้มีมานาน เป็นมาหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยใกล้เรียนจบ ปริญญาโท  Political Science ที่ มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู ประเทศอินเดีย  

                                     คุณหมอแนะนำให้ท่านทำการผ่าตัด แต่พระเดชพระคุณขอรักษาแบบแพทย์ทางเลือก   อาการเจ็บปวดนี้ จึงเป็นมาโดยตลอด มีผ่อนคลายบ้าง ก็บางขณะ   บนดวงหน้าที่รอยยิ้มอยู่เสมอนั้น หลายคนคงไม่รู้ว่า พระผู้สร้าง มมร ศาลายา  มีโรคภัยที่คุกคาม แต่ด้วยความแข็งแกร่งของจิตใจ ทำให้ไม่แสดงอาการให้ใครได้รู้  การรับภาระงานนั้นเล่า  ก็หนักหนา กว่าคนที่ไม่มีอาการบาดเจ็บทางร่างกายบางคนเสียอีก    สิ่งเหล่านี้ หากไร้เสียซึ่ง มโนปณิธาน  ไร้ซึ่งความมุ่งหวัง ตั้งใจ ต่อความสำเร็จ ต่อความเจริญขององค์กรแล้ว  ความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในวันนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นได้    นับเป็นคุณูปการต่อ มวลหมู่ศิษย์ และต่อชาว มมร ทั้งมวล ที่มีใจระลึกรู้คุณ

             การย้าย มมร ประดุจดั่งการย้ายขุนเขาพระสุเมรุมาศ

                     ผู้ประสานงานโครงการ ผู้เป็นกำลังสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น จวบจนโครงการย้าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้เป็นผลสำเร็จ ก็คือ อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของ มมร  คือพระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)  ท่านได้ร่างโครงการ ด้วยตนเอง ตั้งแต่สมัยยังมีสมณศักดิ์เป็น พระราชเมธาภรณ์ (พระราชาคณะชั้นราช) 

          ท่านผู้ย้ายสิ่งใหญ่ ของสูง ย่อมต้องมีรากฐานที่หนักแน่น มั่นคง

                     พระเทพปริยัติวิมล เป็นลูกเมืองอินทร์ (อินทร์บุรี) โดยกำเนิด นามสกุลของท่านก็ยังเป็น "ลูกอินทร์"  แห่งจังหวัดสิงห์บุรี  ความมีหัวใจแกร่ง หัวใจสิงห์ ของท่าน ได้มาจากการที่เกิดมาเป็นลูกคนจน โยมพ่อโยมแม่ มีลูกหลายคน เป็นครอบครัวใหญ่  ทำให้ต้อง มีหน้าที่รับผิดชอบ ช่วยเหลือครอบครัวมาตั้งแต่เด็กๆ  นับเป็นการฝึกให้ พระผู้สร้าง มมร ศาลายา ผู้นี้  มีรากฐานที่มั่นคงมาเป็นลำดับ   และเมื่อมาเกิดใหม่ในทางธรรม  ท่านก็ไม่อยู่นิ่งเฉย รากฐานที่หนักแน่น พอสังเขป ที่เป็นหน้าที่การงานของท่าน จะขอกล่าวเพียงเล็กน้อย   ดังนี้

                                 - รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย  (ก่อตั้งบัณฑิตวิทยาลัย)
                                 - รองอธิการบดีฝ่ายเผยแผ่และวิเทศสัมพันธ์
                                 - รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร
                                 - ผู้รักษาการแทนอธิการบดี
                                 - ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - กรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ สกศ. (๒ สมัย)
                                   ( เป็นภิกษุที่กรรมการมหาเถรสมาคม  มอบหมาย)
                                 - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก
                                 - ประธานเครือข่ายภาคประชาชนและประชาสังคม ๘๔ องค์กร สร้างจิตสำนึกทาง
                                     คุณธรรม ในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น
                                 - พระธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา
                                 - เลขานุการ สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  (ธรรมยุต)
                                 - กรรมการบริหาร สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  (ธรรมยุต)
                                 - เป็นผู้เสนอ เพื่อให้มีการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธ)
                                 - หัวหน้าสำนักงานเลขานุการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธ)
                                 - คณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ๑ ใน ๕ รูป
                                 - เลขานุการ วัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - เป็นผู้จัดตั้งสำนักเรียน วางระเบียบห้องสมุด ระเบียบสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - เป็นผู้จัดระบบการศึกษาพระใหม่ วัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - เป็นผู้จัดวางระบบการบวชประจำปี / บวชกลุ่ม ของวัดบวรนิเวศวิหาร

                                 - เป็นผู้จัดทำร่างโครงการย้าย
                       มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเสนอต่อ
                       หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

                    - เป็นผู้ขยายโอกาสทางการศึกษา ขยายวิทยาเขตของ มมร ออกไปสู่ส่วนภูมิภาค
                                    จัดระบบงานของวิทยาเขต ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน
                                 - วางระบบประสานงานระหว่างส่วน กลางของ มมร และวิทยาเขต
                                 - จัดวางระบบอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

            ขุนเขาเขยื้อน เพราะแรงศรัทธา

                     ภาระหน้าที่ที่มี หากเทียบโอนเป็นหน่วยกิต คงจบหลักสูตรระดับ ปริญญา หลายใบ แต่ในระบบการศึกษา ของท่านผู้สร้าง มมร ศาลายา  ที่มองเห็นอย่างเป็นทางการ อาจจะดูน้อย  แต่ในความน้อยนี้ ก็มีคุณภาพ ด้วยหัวใจของท่านมีคุณภาพ  คุณภาพที่ออกมาเป็นผลงานเชิงประจักษ์ ที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้เลย

               การศึกษา

                   - สำเร็จการศึกษา ชั้น ป.๕ โรงเรียนวัดศรีสำราญ  อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
                               - จบเปรียญธรรม  ๕  ประโยค
                               - จบนักธรรมชั้นเอก
                               - ปริญญาตรี ศาสนศาสตร์บัณฑิต สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
                               - ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต รัฐศาสตร์
                                   มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู ประเทศอินเดีย
                               - สำเร็จหลักสูตรพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)

            สมณศักดิ์

                    -  พ.ศ. ๒๕๓๒  พระจุลนายก (พระราชาคณะปลัดซ้าย) พระฐานานุกรมในสมเด็จ

                                                      พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

                            -   พ.ศ. ๒๕๓๖  พระมหานายก (พระราชาคณะปลัดขวา) พระฐานานุกรมในสมเด็จ
                                                       
                                                      พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

                            -   พ.ศ.๒๕๔๔    พระราชเมธาภรณ์  (พระราชาคณะชั้นราช)

                           -   พ.ศ. ๒๕๔๙   พระเทพปริยัติวิมล (พระราชาคณะชั้นเทพ)

                                                      ในพระราชพิธี   ๖๐ปี   การครองสิริราชสมบัติ

                           -   พ.ศ. ๒๕๕๑    ได้รับสมณศักดิ์ ที่ อัคคมหาสัทธัมมโชติกธชะ สหภาพเมียนมาร์

         บ้านเลขที่ ๒๔๘  ทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร และ มมร ศาลายา

                  พระเดชพระคุณเคยเล่าให้หมู่ศิษย์ฟังว่า  น่าแปลก ที่ฐานทะเบียนราษฏร์ กำหนดบ้านเลขที่ ของท้องที่ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม เหลือบ้านเลขที่ ๒๔๘ ให้ กับ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยพอดี โดยมิได้มีการร้องขอ หรือ กำหนดขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด นับเป็นความแปลกที่เป็นสิริมงคลยิ่ง

       เชื่อมต่อ ย้อนกาลเวลา  สานคุณค่าสู่อนาคต

                 กระเบื้องเก่า บางส่วนจากเจดีย์ ที่วัดบวรนิเวศ ที่ที่ซึ่ง เป็นที่ตั้งเดิมของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ถูกนำมาสานต่อเชื่อมโยงประกอบกับเจดีย์ใหม่ ณ ที่แห่งใหม่ ที่ท้องที่ ศาลายา  ความงดงาม  การออกแบบ ได้ถูก ออกแบบ ทั้งหมดโดยรวมเป็นรูปองค์พระ ส่วนของอาคารสถานที่ต่างๆ ล้วนมีความหมาย  เป็นคุณค่าจากหนึ่งสมอง และสองมือ ของพระเทพปริยัติวิมล ผู้วางผังโครงการ  แน่นอน  งานใหญ่ ไม่อาจขับเคลื่อนได้เพียงคนคนเดียว  ทุกอย่างล้วนได้แรงกาย แรงใจ จากน้องพี่ ชาว มมร   และท่านผุ้มีจิตเป็นกุศล ที่บริจาคทรัพย์ เพื่อก่อสร้างสิ่งต่างๆ  

        รายละเอียดที่ ประวัติศาสตร์มิได้จารึก

                บันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้ของ มมร  ในวันครบรอบสถาปนา ๑๑๙ ปี  มีความยิ่งใหญ่ของคำว่า "มหามกุฏราชวิทยาลัย"  อยู่เป็นศักดิ์ศรี     ๑ ตุลาคม  ๒๕๕๕  ครบ  ๑๑๙ ปี แห่งการก่อตั้ง แต่ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่าน จาก ๑๐๐  ปีแรก และ เริ่ม ๑๐๐ ปีหลัง แม้ประวัติศาสตร์ ของ มมร จะมิได้จารึก ว่า พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก , ลูกอินทร์)  อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของ มมร  คือผู้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ   กำลังสติปัญญา  กำลังทรัพย์ ให้กับมหาวิทยาลัยแห่งใหม่แห่งนี้  แต่ฟ้าดินก็คงรับรู้  และจารึกนามของท่านไว้ด้วยปัญญาญาณ ที่สุดจะหยั่งรู้ 

                          หากเปรียบกับทางโลก   ก็เป็นการ สร้างอาณาจักรใหม่  สร้างบ้านใหม่   แต่บ้านหลังนี้  วางผังเพื่อให้ ลูกหลาน ได้อยู่อาศัย เพื่อ สร้างความเจริญแก่ผืนดิน สร้างอาณาจักรแห่ง" สิกขา ปัญญาประทีป " ได้อย่างยาวไกล นับ ร้อยปี พันปี 

                        แม้ในวันนี้ พระผู้สร้างจะไม่มีโอกาสได้กลับไป ยังที่ที่ตนได้สร้างสมมา  ที่ที่ตนได้มาพลิกผืนดินท้องนา แห่งตำบลศาลายา ให้มาเป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ยิ่งใหญ่สมกับรากฐานที่บูรพาจารย์ได้สั่งสมมาก็ตาม แต่ความดีงามนี้  ก็จะจารึกอยู่ในจิตใจของผู้สร้างเอง  ว่าท่านคือผู้วางรากฐานให้ มมร ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านระหว่างศตวรรษ

                     " ทำเพื่อให้ชื่อว่าทำอยู่ ทำเอาชื่อให้ชื่อว่าทำสูญ"

นี่คือคำของพระเทพปริยัติวิมล ที่เคยพูดให้โอวาทไว้กับหมู่ศิษย์ ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ท่านบอกว่า ท่านเป็นนักทำ มากกว่า นักพูด   จนในวันนี้  นักทำ นักปฏิบัติ ก็ถูกนักพูด  พูดโจมตี บิดเบือน จนท่านต้องตกเป็นจำเลยสังคม  บิดเบือนกันเป็นกระบวนการ  แม้แต่กระทั่ง พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังถูกกระทำให้  "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

                       สุทฺธิ  อสุทฺธิ  ปัจฺจตฺตํ   ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน