วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แรม สิบห้า ค่ำ เดือน สิบ บุญสารทนี้ อุทิศแด่ บูรพาจารย์

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย 
              ตอนที่ ๙  แรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ บุญสารทนี้ อุทิศแด่ บูรพาจารย์

                             ดวงจันทร์ ดวงดาว บนท้องฟ้าค่ำคืนนี้ ช่างดูมืดมิด มีเพียงแสงดวงดาวริบหรี่ ส่องประกายกระพริบอยู่บนห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น  เสียงลมพัดทิวสนสองใบบนยอดดอย ที่เริ่มอากาศหนาว ดังหวีดหวิว  การเดินตามทางในยามค่ำมืด ช่างน่ากลัวจริงๆสำหรับคนไม่คุ้นเคย เหมือนคนตาบอดคลำทาง ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร จะมีหุบเหว หรือว่ามีสัตว์ร้ายคอยอยู่หรือเปล่า
                            แสงไฟจากกระบอกไฟฉาย ของคนผู้เดินตามมาส่องสว่าง ทำให้ใจชื้นขึ้น แสงไฟนี้ ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนเปรียบเสมือนว่า เป็นแสงแห่งพระธรรม ที่ส่องนำทางชีวิต  ชีวิตคนเรา หากไม่มีธรรมเป็นเครื่องนำทาง หรือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็จะเคว้งคว้าง ตอนมีชีวิตอยู่ก็อยู่อย่างไร้ทิศทาง  ยามละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะมืดมิด ไม่อาจรู้ได้เลยว่าดวงวิญญาณจะเดินไปสู่หนทางใด  ความน่ากลัว  ความหวาดหวั่น จะทับทวี ยิ่งกว่าการเดินทางยามค่ำคืนเช่นนี้
                           ศิษย์ แห่ง มหามกุฏราชวิทยาลัย ที่พากันมาปลีกวิเวก หลบเร้นความวุ่นวายทางโลกชั่วขณะ ณ วัดป่าบนภูผาสูงทางแถบอีสานเหนือ ไม่เคยลืมคำสอนของคุณครูบาอาจารย์  "คิดสุข ก็สุข  คิดทุกข์ก็ทุกข์"  โลกนี้จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยสักสิ่งอย่าง   การตรึกทบทวนคำสอนในระหว่างการเดินจงกรมบนลานหิน ณ ค่ำคืนที่เงียบสงบ  ช่างเป็นความสุขอย่างยิ่ง  เสียงหรีดหริ่งแว่วมาขับกล่อม ลมกลางคืนพัดโชยมาค่อยบ้าง แรงบ้าง เป็นระยะ แต่สร้างความสดชื่นให้หัวใจนักปฏิบัติธรรมสมัครเล่น ซึ่งก็สมัครเล่นมาหลายภพหลายชาติแล้ว ไม่เอาจริงสักที 

                          สายลมหนาวพัดมาแผ่วๆ  แว่วคำของพระอาจารย์ผุดขึ้นกลางใจว่า "อธิษฐานหลุดพ้นในชาตินี้เสียเลย อย่าวนเวียนอีก"  โอ้.....ท่าหยั่งลงมหาสมุทรคือพระนิพพาน ต้องใช้ใจอันหลุดพ้น  ขอหยุดกังวลเพียง ณ ปัจจุบัน เพื่อตามดูจิต ในขณะลมหายใจเข้าออก เพียงเท่านี้ก่อนนี้เถิด สาธุ

                         ผ่านพ้นการปลีกวิเวกประจำปีของ ศิษย์เก่า มมร กลุ่มเล็กๆ ชีวิตก็หวนคืนสู่ปกติที่ต้องทำมาหากิน ประกอบอาชีพสุจริตในทางโลก เพื่อหาปัจจัยจำเป็นมาหล่อเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัว  ในวันสารท เดือนสิบ เป็นวันประเพณีของชาวไทยพุทธอีกวันหนึ่ง ที่ทำบุญถึงบรรพบุรุษ และอุทิศให้กับวิญญาณทั่วไปที่ไม่มีญาติ ให้ได้รับส่วนของบุญกุศล  
                         ในวันที่ ๑ เดือนตุลาคม ของทุกปี จะเป็นวันครบรอบวันสถาปนา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทั้งโลกและทางธรรมให้กับพวกเรา ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งปีนี้ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕  มมร ครบรอบ ๑๑๙ ปี แห่งการ
สถาปนา  การทำบุญถวายบูรพาจารย์ และการมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ก็ได้กระทำเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ซึ่งเป็นการกระทำที่ควรค่าแก่การอนุโมทนาสาธุการยิ่ง

         ประเพณีสารทไทย วันแรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ  

                   ประเพณีสารทไทย มีมานาน ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามหลักฐานในหนังสือ ของนางนพมาศ ซึ่งสมัยนั้นศาสนาพราหมณ์ ได้แพร่หลายเข้ามา   และหนังสือ ชื่อพระราชประเพณีสิบสองเดือน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
         
            มีตำนานเล่าว่า
                        สมัยพระพุทธเจ้ามีพระนามว่าพระพุทธวิปัสสี ได้บังเกิดขึ้นในโลก มีพี่น้องสองคน ทำนาข้าวสาลีร่วมกัน คนพี่ชื่อ มหากาล  คนน้องชื่อ จุลกาล เมื่อข้าวสาลีตั้งท้อง มีลักษณะเป็นน้ำนม มีรสหวาน หอม อร่อย คนผู้น้องนามว่า จุลกาล เป็นผู้มองเห็นเนื้อนาบุญคือ พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก จึงได้ชักชวน มหากาล ผู้เป็นพี่ชาย ให้นำน้ำนมข้าวทำเป็นขนม ไปถวายพระ แต่พี่ชายเป็นผู้ไม่ศรัทธาในการบริจาคทาน จึงปฏิเสธ  และทำการแบ่งผืนนาที่มีข้าวสาลี ออกเป็นสองส่วน  เพื่อที่
จุลกาล จะได้นำข้าวในส่วนของตนไปทำอะไรก็ได้
                        จุลกาล จึงได้ตั้งใจนำข้าวสาลี มาผ่าเพื่อนำน้ำนมและแป้งในเมล็ดข้าวมาต้ม  เคี่ยวกับน้ำนมสด  ใส่เนยใส  ใส่น้ำผึ้ง  น้ำตาลทรายกรวด ตามตำนาน กล่าวถึงวิธีการนำน้ำนมข้าวออกจากเมล็ดข้าวว่าใช้วิธี "ผ่า"  ดูท่าว่า เมล็ดข้าวสาลี น่าจะมีขนาดใหญ่ ตามแบบเมล็ดข้าวสมัยโบราณ ที่เล่ากันว่ามีขนาดใหญ่ เมื่อเคี่ยวได้ที่แล้ว ก็มีกลิ่นหอม มีรสอันโอชะ  

                        เมื่อได้น้ำนมข้าวที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษนี้แล้ว  จุลกาลจึงได้นำขึ้นถวายแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งหมู่สงฆ์ และเมื่อถวายทานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จุลกาลได้กราบทูลความปรารถนาของตน ต่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า  "ด้วยศัพภสลีทานนี้ จงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมวิเศษก่อนชนทั้งปวง"  
                      ไม่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่จุลกาล ได้มีศัพภสลีทานนี้ต่อพระพุทธเจ้า เพราะทุกครั้งที่ได้ถวายทาน ไม่ว่าจะเป็นขณะข้าวตั้งท้องมีน้ำนมข้าว และระยะต่อมาข้าวเริ่มมีแป้งมากขึ้น เก็บเกี่ยวนำมาทำข้าวเม่า จุลกาลก็ได้กราบถวายทานเช่นนี้อีก และทุกๆครั้ง ข้าวในนา ก็มิได้ลดน้อยลงเลย กลับเจริญงอกงาม และเพิ่มปริมาณเป็นอัศจรรย์อีกด้วยรวมทั้งหมดที่จุลกาลได้ทูลถวายทานเช่นนี้ถึง ๙ ครั้ง  คือ ๑.ขณะข้าวตั้งท้อง  ๒.ขณะน้ำนมข้าวเริ่มเป็นแป้งแข็ง นำมาทำเป็นข้าวเม่า ๓.เมื่อเก็บเกี่ยว  ๔.เมื่อทำเขน็ด  ๕.เมื่อทำฟ่อน  ๖.เมื่อขนไว้ในลาน  ๗. เมื่อนวดข้าว  ๘. เมื่อรวมเมล็ดข้าว  ๙. เมื่อขนขึ้นยุ้งฉาง  ทุกๆครั้งก็ตั้งใจถวายด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยม และตั้งจิตปรารถนาเพื่อจะขอบรรลุธรรมวิเศษของชนทั้งปวง
                      จุลกาล เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยมสั่งสมมาหลายภพชาติ จนมาในชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมบังเกิดขึ้น จุลกาล จึงได้มาเป็น พระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรม สำเร็จมรรคผลก่อนเป็นบุคคลแรกในบรรดาพุทธสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

                      ประเพณีสารทไทย อาจแตกต่างกันออกไปในแนวปฏิบัติ ตามแต่ละภาค อย่างภาคใต้ก็จะทำในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบครั้งหนึ่ง  แรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ อีกครั้งหนึ่ง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษ และวิญญาณไร้ญาติทั้งหลาย    แต่โดยรวมก็เพื่อขอให้พืชผลบริบูรณ์ และอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษนั่นเอง

        สารทเดือน สิบ พ.ศ. ๒๕๕๕ ผลบุญนี้อุทิศแด่
                        บูรพาจารย์ มมร 

             โครงการย้ายมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีความเป็นมาที่ เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ ที่หยั่งรากแก้วลงลึกแล้ว การเคลื่อนย้าย จึงมิใช่เป็นของง่าย
                มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เริ่มเปิดการเรียนการสอนเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อ ๖๖ ปีก่อน คือเมื่อ วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙  แต่การศึกษาที่แท้จริงที่เป็นรากเหง้าของมหามกุฏราชวิทยาลัย  ต้องเริ่มนับจาก การถือกำเนิดในฐานะเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรม คือเริ่มตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ (รศ. ๑๑๒) หากนับมาจนถึงวันนี้ ก็ครบวาระ  ๑๑๙  ปี  พอดี  นับเป็นสถาบันการศึกษาที่มีอายุยืนนานที่สุดของประเทศไทย
               สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำริจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานศึกษาของพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุต เมื่อ ๑๑๙ ปี ที่ล่วงมาแล้ว  ต่อมามหามกุฏราชวิทยาลัยได้เจริญเติบโต ทั้งทางด้านกายภาพ ด้านการบริหาร  ด้านวิชาการ และด้านการให้บริการแก่สังคม  ทำให้พื้นที่ที่มีอยู่เดิมในวัดบวรนิเวศวิหารไม่เพียงต่อต่อภาระงานที่ขยายขอบเขตกว้างไกลออกไปเรื่อยๆ เป็นการเติบโตที่รวดเร็วยิ่ง 

         โครงการย้าย มหาวิทยาลัย เดินต่อไม่ได้
                     ถ้าไม่มี งบประมาณ

             เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕  ในยุคที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์(ประจวบ กนฺตาจาโร) เป็นอธิการบดี มมร  ได้มีการทำโครงการย้าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ไปสร้างในพื้นที่ใหม่ ณ ท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม  
        
                พระราชเมธาภรณ์ (พระเทพปริยัติวิมล สมณศักดิ์ ณ ขณะนั้น) เป็นผู้ร่างโครงการ ริเริ่มการย้ายมหาวิทยาลัย  ใช้เวลาเพียง ๗ วัน โครงการยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ ก็สำเร็จ  แต่อุปสรรคก็คือ ไม่มีใครคิดว่า จะเป็นไปได้  เพราะ อะไรหรือ  ก็เพราะ ขาด "เงิน"
               ความมีหัวใจที่ไม่ย่อท้อ ของพระราชเมธาภรณ์ ทำให้การผลักดันโครงการ เป็นรูปธรรมขึ้นมาโดยลำดับ ใช้เวลาถึง ๔ ปี นับจากปี พ.ศ. ๒๕๔๔  จนรัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการย้ายมหาวิทยาลัย ตามที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเสนอ ด้วยการขับเคลื่อนของหมู่ที่มีความสามัคคี และการนำที่ดี ของแม่งานในขณะนั้น ซึ่งก็คือ พระราชเมธาภรณ์ (พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) )

      งบประมาณก้อนแรก เหมือนความฝัน
        .     รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ต่อเนื่อง ๓ ปี
                        ครั้งที่ ๑   จำนวน     ๘๕๔,๕๔๐,๐๐๐   ล้านบาท
                        ครั้งที่ ๒   จำนวน     ๑๖๐, ๐๐๐,๐๐๐    ล้านบาท
                        ครั้งที่ ๓   จำนวน     ๗๒๙,๔๔๘,๙๐๐  ล้านบาท

         ๒.      มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
                        ให้การสนับสนุน  จำนวน
                                                      ๕๗,๐๐๐,๐๐๐     ล้านบาท

        ๓.       พระเถระ  ศิษย์เก่า  องค์กรเอกชน  ประชาชนทั่วไป
                        ทั้งในและต่างประเทศ

                    
                           จากความฝัน ที่ร่างจากแผ่นกระดาษของพระราชเมธาภรณ์ (พระเทพปริยัติวิมล)   จากความมุมานะ ตั้งใจจริง ทั้งที่ไม่มีปัจจัยที่เป็นงบประมาณใดใดมารองรับ ใน ระยะ ๓ ปีแรก  ความอดทน
ความไม่ย่อท้อ  ความกล้าคิดใหญ่  และนำพาหมู่คณะออกจากทางตัน
ของพระรูปหนึ่ง ที่เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน เดินทางมาจากเมืองอินทร์บุรี  จนมาวันที่ ที่ได้มา พลิกผืนดิน ศาลายา  สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย

                          ผลบุญแห่ง ประเพณีสารท เดือนสิบ ขอน้อมถวายแด่
บูรพาจารย์ของ มมร ผู้ล่วงลับ กราบถวายต่อบูรพาจารย์ผู้ยังมีชีวิต  และ
กราบถวายแด่...  พระเทพปริยัติวิมล(แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)  พระผู้สร้าง มมร ศาลายา  ผู้ยังมีชีวิต  มีลมหายใจ  แต่ทว่า ท่านเหมือนได้ตายจากไปแล้ว จาก มมร  น้ำตาของลูกผู้ชาย ผู้ได้เคยชื่อว่า "หัวใจสิงห์" มันอาจรินไหล แต่ไม่ให้ใครเห็น    ความเป็นธรรมที่มีอยู่จริงเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจแทน

        พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีว่า...

" ถ้าหากรักษาความยุติธรรมได้ ในหน้าที่ผู้พิพากษา
และในหน้าที่พลเมืองดี ก็เท่ากับท่านได้ช่วยให้บ้านเมือง
รอดพ้นจากภัยอันตรายไปมาก  เพราะว่า สมัยนี้
        ความยุติธรรม ไม่ค่อยมี "

      ( พระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษา
           ประจำสำนักงานศาลยุติธรรมเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ
                      ก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล 
                           วันพุธที่  ๑๔  มีนาคม  ๒๕๔๔  )






                    









    
              

1 ความคิดเห็น: