วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ย้าย มหามกุฏราชวิทยาลัย มองจากใจ กตัญญุตา

จากเมืองอินทร์ มาพลิกผืนดินศาลายา สู่ มหามกุฏราชวิทยาลัย
ตอนที่ ๗  ย้าย มหามกุฏราชวิทยาลัย มองจากใจ กตัญญุตา

                      "ขอนิมนต์ ท่านเจ้าคุณอย่าได้ ยกของหนัก อย่านั่งนานเกินไปนะขอรับ เส้นประสาทที่กระดูกสันหลังนี้ หมอแนะนำให้ทำการผ่าตัด"   ความเจ็บปวดรวดร้าว จากการที่เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกสันหลัง ของพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระเทพปริยัติวิมลนี้มีมานาน เป็นมาหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยใกล้เรียนจบ ปริญญาโท  Political Science ที่ มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู ประเทศอินเดีย  

                                     คุณหมอแนะนำให้ท่านทำการผ่าตัด แต่พระเดชพระคุณขอรักษาแบบแพทย์ทางเลือก   อาการเจ็บปวดนี้ จึงเป็นมาโดยตลอด มีผ่อนคลายบ้าง ก็บางขณะ   บนดวงหน้าที่รอยยิ้มอยู่เสมอนั้น หลายคนคงไม่รู้ว่า พระผู้สร้าง มมร ศาลายา  มีโรคภัยที่คุกคาม แต่ด้วยความแข็งแกร่งของจิตใจ ทำให้ไม่แสดงอาการให้ใครได้รู้  การรับภาระงานนั้นเล่า  ก็หนักหนา กว่าคนที่ไม่มีอาการบาดเจ็บทางร่างกายบางคนเสียอีก    สิ่งเหล่านี้ หากไร้เสียซึ่ง มโนปณิธาน  ไร้ซึ่งความมุ่งหวัง ตั้งใจ ต่อความสำเร็จ ต่อความเจริญขององค์กรแล้ว  ความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในวันนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นได้    นับเป็นคุณูปการต่อ มวลหมู่ศิษย์ และต่อชาว มมร ทั้งมวล ที่มีใจระลึกรู้คุณ

             การย้าย มมร ประดุจดั่งการย้ายขุนเขาพระสุเมรุมาศ

                     ผู้ประสานงานโครงการ ผู้เป็นกำลังสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น จวบจนโครงการย้าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้เป็นผลสำเร็จ ก็คือ อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของ มมร  คือพระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก,ลูกอินทร์)  ท่านได้ร่างโครงการ ด้วยตนเอง ตั้งแต่สมัยยังมีสมณศักดิ์เป็น พระราชเมธาภรณ์ (พระราชาคณะชั้นราช) 

          ท่านผู้ย้ายสิ่งใหญ่ ของสูง ย่อมต้องมีรากฐานที่หนักแน่น มั่นคง

                     พระเทพปริยัติวิมล เป็นลูกเมืองอินทร์ (อินทร์บุรี) โดยกำเนิด นามสกุลของท่านก็ยังเป็น "ลูกอินทร์"  แห่งจังหวัดสิงห์บุรี  ความมีหัวใจแกร่ง หัวใจสิงห์ ของท่าน ได้มาจากการที่เกิดมาเป็นลูกคนจน โยมพ่อโยมแม่ มีลูกหลายคน เป็นครอบครัวใหญ่  ทำให้ต้อง มีหน้าที่รับผิดชอบ ช่วยเหลือครอบครัวมาตั้งแต่เด็กๆ  นับเป็นการฝึกให้ พระผู้สร้าง มมร ศาลายา ผู้นี้  มีรากฐานที่มั่นคงมาเป็นลำดับ   และเมื่อมาเกิดใหม่ในทางธรรม  ท่านก็ไม่อยู่นิ่งเฉย รากฐานที่หนักแน่น พอสังเขป ที่เป็นหน้าที่การงานของท่าน จะขอกล่าวเพียงเล็กน้อย   ดังนี้

                                 - รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย  (ก่อตั้งบัณฑิตวิทยาลัย)
                                 - รองอธิการบดีฝ่ายเผยแผ่และวิเทศสัมพันธ์
                                 - รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร
                                 - ผู้รักษาการแทนอธิการบดี
                                 - ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - กรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ สกศ. (๒ สมัย)
                                   ( เป็นภิกษุที่กรรมการมหาเถรสมาคม  มอบหมาย)
                                 - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก
                                 - ประธานเครือข่ายภาคประชาชนและประชาสังคม ๘๔ องค์กร สร้างจิตสำนึกทาง
                                     คุณธรรม ในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น
                                 - พระธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา
                                 - เลขานุการ สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  (ธรรมยุต)
                                 - กรรมการบริหาร สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  (ธรรมยุต)
                                 - เป็นผู้เสนอ เพื่อให้มีการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธ)
                                 - หัวหน้าสำนักงานเลขานุการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธ)
                                 - คณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ๑ ใน ๕ รูป
                                 - เลขานุการ วัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - เป็นผู้จัดตั้งสำนักเรียน วางระเบียบห้องสมุด ระเบียบสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - เป็นผู้จัดระบบการศึกษาพระใหม่ วัดบวรนิเวศวิหาร
                                 - เป็นผู้จัดวางระบบการบวชประจำปี / บวชกลุ่ม ของวัดบวรนิเวศวิหาร

                                 - เป็นผู้จัดทำร่างโครงการย้าย
                       มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเสนอต่อ
                       หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

                    - เป็นผู้ขยายโอกาสทางการศึกษา ขยายวิทยาเขตของ มมร ออกไปสู่ส่วนภูมิภาค
                                    จัดระบบงานของวิทยาเขต ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน
                                 - วางระบบประสานงานระหว่างส่วน กลางของ มมร และวิทยาเขต
                                 - จัดวางระบบอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

            ขุนเขาเขยื้อน เพราะแรงศรัทธา

                     ภาระหน้าที่ที่มี หากเทียบโอนเป็นหน่วยกิต คงจบหลักสูตรระดับ ปริญญา หลายใบ แต่ในระบบการศึกษา ของท่านผู้สร้าง มมร ศาลายา  ที่มองเห็นอย่างเป็นทางการ อาจจะดูน้อย  แต่ในความน้อยนี้ ก็มีคุณภาพ ด้วยหัวใจของท่านมีคุณภาพ  คุณภาพที่ออกมาเป็นผลงานเชิงประจักษ์ ที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้เลย

               การศึกษา

                   - สำเร็จการศึกษา ชั้น ป.๕ โรงเรียนวัดศรีสำราญ  อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
                               - จบเปรียญธรรม  ๕  ประโยค
                               - จบนักธรรมชั้นเอก
                               - ปริญญาตรี ศาสนศาสตร์บัณฑิต สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
                               - ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต รัฐศาสตร์
                                   มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู ประเทศอินเดีย
                               - สำเร็จหลักสูตรพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)

            สมณศักดิ์

                    -  พ.ศ. ๒๕๓๒  พระจุลนายก (พระราชาคณะปลัดซ้าย) พระฐานานุกรมในสมเด็จ

                                                      พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

                            -   พ.ศ. ๒๕๓๖  พระมหานายก (พระราชาคณะปลัดขวา) พระฐานานุกรมในสมเด็จ
                                                       
                                                      พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

                            -   พ.ศ.๒๕๔๔    พระราชเมธาภรณ์  (พระราชาคณะชั้นราช)

                           -   พ.ศ. ๒๕๔๙   พระเทพปริยัติวิมล (พระราชาคณะชั้นเทพ)

                                                      ในพระราชพิธี   ๖๐ปี   การครองสิริราชสมบัติ

                           -   พ.ศ. ๒๕๕๑    ได้รับสมณศักดิ์ ที่ อัคคมหาสัทธัมมโชติกธชะ สหภาพเมียนมาร์

         บ้านเลขที่ ๒๔๘  ทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร และ มมร ศาลายา

                  พระเดชพระคุณเคยเล่าให้หมู่ศิษย์ฟังว่า  น่าแปลก ที่ฐานทะเบียนราษฏร์ กำหนดบ้านเลขที่ ของท้องที่ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม เหลือบ้านเลขที่ ๒๔๘ ให้ กับ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยพอดี โดยมิได้มีการร้องขอ หรือ กำหนดขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด นับเป็นความแปลกที่เป็นสิริมงคลยิ่ง

       เชื่อมต่อ ย้อนกาลเวลา  สานคุณค่าสู่อนาคต

                 กระเบื้องเก่า บางส่วนจากเจดีย์ ที่วัดบวรนิเวศ ที่ที่ซึ่ง เป็นที่ตั้งเดิมของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ถูกนำมาสานต่อเชื่อมโยงประกอบกับเจดีย์ใหม่ ณ ที่แห่งใหม่ ที่ท้องที่ ศาลายา  ความงดงาม  การออกแบบ ได้ถูก ออกแบบ ทั้งหมดโดยรวมเป็นรูปองค์พระ ส่วนของอาคารสถานที่ต่างๆ ล้วนมีความหมาย  เป็นคุณค่าจากหนึ่งสมอง และสองมือ ของพระเทพปริยัติวิมล ผู้วางผังโครงการ  แน่นอน  งานใหญ่ ไม่อาจขับเคลื่อนได้เพียงคนคนเดียว  ทุกอย่างล้วนได้แรงกาย แรงใจ จากน้องพี่ ชาว มมร   และท่านผุ้มีจิตเป็นกุศล ที่บริจาคทรัพย์ เพื่อก่อสร้างสิ่งต่างๆ  

        รายละเอียดที่ ประวัติศาสตร์มิได้จารึก

                บันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้ของ มมร  ในวันครบรอบสถาปนา ๑๑๙ ปี  มีความยิ่งใหญ่ของคำว่า "มหามกุฏราชวิทยาลัย"  อยู่เป็นศักดิ์ศรี     ๑ ตุลาคม  ๒๕๕๕  ครบ  ๑๑๙ ปี แห่งการก่อตั้ง แต่ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่าน จาก ๑๐๐  ปีแรก และ เริ่ม ๑๐๐ ปีหลัง แม้ประวัติศาสตร์ ของ มมร จะมิได้จารึก ว่า พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก , ลูกอินทร์)  อธิการบดี ลำดับที่ ๔ ของ มมร  คือผู้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ   กำลังสติปัญญา  กำลังทรัพย์ ให้กับมหาวิทยาลัยแห่งใหม่แห่งนี้  แต่ฟ้าดินก็คงรับรู้  และจารึกนามของท่านไว้ด้วยปัญญาญาณ ที่สุดจะหยั่งรู้ 

                          หากเปรียบกับทางโลก   ก็เป็นการ สร้างอาณาจักรใหม่  สร้างบ้านใหม่   แต่บ้านหลังนี้  วางผังเพื่อให้ ลูกหลาน ได้อยู่อาศัย เพื่อ สร้างความเจริญแก่ผืนดิน สร้างอาณาจักรแห่ง" สิกขา ปัญญาประทีป " ได้อย่างยาวไกล นับ ร้อยปี พันปี 

                        แม้ในวันนี้ พระผู้สร้างจะไม่มีโอกาสได้กลับไป ยังที่ที่ตนได้สร้างสมมา  ที่ที่ตนได้มาพลิกผืนดินท้องนา แห่งตำบลศาลายา ให้มาเป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ยิ่งใหญ่สมกับรากฐานที่บูรพาจารย์ได้สั่งสมมาก็ตาม แต่ความดีงามนี้  ก็จะจารึกอยู่ในจิตใจของผู้สร้างเอง  ว่าท่านคือผู้วางรากฐานให้ มมร ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านระหว่างศตวรรษ

                     " ทำเพื่อให้ชื่อว่าทำอยู่ ทำเอาชื่อให้ชื่อว่าทำสูญ"

นี่คือคำของพระเทพปริยัติวิมล ที่เคยพูดให้โอวาทไว้กับหมู่ศิษย์ ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ท่านบอกว่า ท่านเป็นนักทำ มากกว่า นักพูด   จนในวันนี้  นักทำ นักปฏิบัติ ก็ถูกนักพูด  พูดโจมตี บิดเบือน จนท่านต้องตกเป็นจำเลยสังคม  บิดเบือนกันเป็นกระบวนการ  แม้แต่กระทั่ง พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังถูกกระทำให้  "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

                       สุทฺธิ  อสุทฺธิ  ปัจฺจตฺตํ   ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน






              

            

                              

1 ความคิดเห็น:

  1. ธรณี นี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์อาจารย์หนึ่งบ้าง

    เราผิด ท่านประหาร เราชอบ เรา บ่ ผิด ท่านมล้าง ดาบนี้....คืนสนอง

    ตอบลบ